ฝรั่งเศสเอาชนะเบลเยียมมาแล้วครั้งหนึ่งในเดือนนี้ แต่ไม่เคยทิ้งห่างได้เลย เกมรีแมตช์ที่สตาดเดอฟรองซ์จึงอาจตัดสินกันที่เรื่องเล็กๆ ว่าฝรั่งเศสจะป้อนบอลให้คู่หูโอลิเซ่-แชร์กีได้เร็วพอหรือไม่ จะได้ไม่ต้องรอจนถึงนาที 88 อีกครั้ง ตลอด 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ฝรั่งเศสยิง 12, 18 และ 18 ครั้ง แต่ทำได้เพียงนัดละประตู ส่วนเบลเยียมก็รับมือกับการไม่มีบอลได้สบายในเกมแรก ก่อนจะดูเป็นคนละทีมเมื่อมีพื้นที่ให้เล่นในเกมพบอิตาลี
เกมแรกที่เบลเยียมจบลงด้วยชัยชนะ 1-0 ของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสครองบอล 65% ยิง 18 ครั้ง (ในกรอบเขตโทษ 12 ครั้ง) และมี xG 1.22 เทียบกับ 0.69 ของเบลเยียม แต่ประตูชัยเพิ่งมาในนาที 88 จากโอลิเซ่ที่ยิงหลังรับบอลจากแชร์กี ตลอดทั้งเกมเบลเยียมยิงเข้ากรอบ 2 ครั้ง นี่คือทีมที่ตั้งรับได้ดีเกือบตลอดเกมและมาเสียประตูจากโอกาสท้ายเกม ไม่ใช่ทีมที่โดนบุกอยู่ฝ่ายเดียว
ลองดูว่าใครเป็นคนสร้างประตูให้ฝรั่งเศสจริงๆ นัดเจอตุรกี เอ็มบัปเป้ยิงจากแอสซิสต์ของโอลิเซ่ (ก่อนเอ็มบัปเป้จะถูกเปลี่ยนตัวออกไม่นานหลังมีสัญญาณบาดเจ็บ) จากนั้นโอลิเซ่ยิงจากการจ่ายของแชร์กีในเกมพบเบลเยียม และโอลิเซ่ก็ทำแบบเดิมอีกครั้งในนาที 55 ของเกมพบอิตาลี เอ็มบัปเป้มีชื่ออยู่ในรายชื่อนักเตะบาดเจ็บของทีมอีกครั้งในนัดนี้ เช่นเดียวกับซาลิบา, โกนาเต้, มาตีตา และแซร์-เอเมอรี แต่ข้อมูลระบุเพียงว่ามีเครื่องหมายบาดเจ็บกำกับชื่อพวกเขา ไม่ได้ยืนยันว่าจะลงเล่นไม่ได้ หากแนวรุกมีการปรับรูปแบบ จุดเชื่อมเกมระหว่างโอลิเซ่กับแชร์กีน่าจับตากว่าการฝากความหวังไว้กับนักเตะคนใดคนหนึ่ง
เบลเยียมมีวิธีเล่นอีกแบบ ในเกมกับอิตาลีพวกเขาทำ xG ได้ถึง 2.39 ตั้งแต่ครึ่งแรก โดยเดอ บรอยน์แอสซิสต์ให้ก็อดต์สยิงในนาที 20 ก่อนจะผ่อนเกมลง ส่วนเกมชนะตุรกี 3-0 นั้น ตุรกียิงถึง 23 ครั้งและมี xG สูงกว่าเล็กน้อยที่ 1.33 ต่อ 1.24 สกอร์จึงดูขาดเกินกว่ารูปเกมไปหน่อย โอกาสดีที่สุดของเบลเยียมในปารีสน่าจะมาจากการสวนกลับเร็วผ่านเดอ บรอยน์กับลูกบาเกียว มากกว่าจะพยายามครองบอลสู้กับฝรั่งเศส
อีกเรื่องที่ต้องจับตา: เกมล่าสุดของฝรั่งเศสกับอิตาลีจบลงโดยอูปาเมกาโนโดนใบแดงในนาที 85 ตอนนั้นเสมอกัน 1-1 หลังฝรั่งเศสขึ้นนำ ผมยังยืนยันจากข้อมูลไม่ได้ว่าโทษแบนจะมีผลกับเกมนี้หรือไม่ ควรเช็ก 11 ตัวจริงก่อนคาดเดาเรื่องแนวรับ ส่วนเบลเยียมมีชื่อกูร์ตัวส์, โอนานา และโดกูอยู่ในกลุ่มที่ถูกระบุว่ายังไม่แน่นอนว่าจะลงเล่นได้หรือไม่