[ยูเอส โอเพน คัพ 2026] พรีวิววิเคราะห์ โคลัมบัส ครูว์ พบ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ เวลาคิกออฟ: 22 ตุลาคม 07:00 (เวลาประเทศไทย)
โคลัมบัส ครูว์ และ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ มีคิวลงฟาดแข้งแย่งแชมป์ ยูเอส โอเพน คัพ ในวันที่ 22 ตุลาคม เวลา 07:00 น. ตามเวลาประเทศไทย ณ สกอตส์มิราเคิล-โกรว์ ฟิลด์ รังเหย้าของ โคลัมบัส ครูว์ นี่เป็นโอกาสลุ้นแชมป์สมัยที่สองนับตั้งแต่ปี 2002 ของฝั่งเจ้าถิ่น ขณะที่ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ กำลังลงเล่นนัดชิงเพื่อลุ้นโทรฟี่แรกในประวัติศาสตร์สโมสร โดยผู้ชนะยังจะได้ตั๋วผ่านเข้าไปเล่นในศึกคอนคาเคฟ แชมเปียนส์ คัพ 2027 อีกด้วย
1. ภาพรวมการแข่งขันและสถานการณ์ของทั้งสองทีม
อันดับในลีกนั้น เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ดูดีกว่าชัดเจน หลังรั้งรองจ่าฝูงสายตะวันตกพร้อมการันตีตั๋วเพลย์ออฟไปแล้ว ส่วน โคลัมบัส ครูว์ อยู่อันดับ 11 ของสายตะวันออก ตามหลังโซนเพลย์ออฟอยู่ 1 แต้ม ทว่าเกมนัดชิงชนะเลิศนัดนี้กลับต้องมาเล่นกันที่บ้านของ โคลัมบัส ครูว์ ซึ่งเจ้าบ้านชนะถึง 5 จาก 6 นัดหลังสุดรวมทุกรายการรวมถึงรอบรองชนะเลิศ ขณะที่ทีมเยือนอย่าง เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ จะหมดสิทธิ์ใช้งาน ราฟาเอล นาวาร์โร กองหน้าฟอร์มร้อนที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมช่วงซัมเมอร์และกดไป 8 ประตูกับ 4 แอสซิสต์จาก 8 นัด เนื่องจากติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติการลงเล่นในรายการนี้ ทำให้เกมนี้ต้องประเมินทั้งอันดับในลีกและขุมกำลังที่จะลงสนามควบคู่กันไป
ข้อมูลสำคัญ อันดับในลีก: โคลัมบัส ครูว์ สายตะวันออก อันดับ 11 (35 แต้ม) / เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ สายตะวันตก อันดับ 2 (51 แต้ม) ผลงาน 10 นัดหลังสุดทุกรายการ: โคลัมบัส ครูว์ ชนะ 6 แพ้ 4 ยิงได้ 18 เสีย 12 ประตู / เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ชนะ 6 เสมอ 3 แพ้ 1 ยิงได้ 29 เสีย 14 ประตู ผลงานนัดล่าสุด: โคลัมบัส ครูว์ บุกชนะ เอฟซี ซินซินเนติ 2-0 / เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ บุกแพ้ มินเนโซตา ยูไนเต็ด 2-3 วันพักก่อนเกมนัดชิง: โคลัมบัส ครูว์ 3 วัน / เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ 4 วัน
ผลงานช่วงหลังที่ดีขึ้นของ โคลัมบัส ครูว์ มาจากการปรับเปลี่ยนแผงแนวรุกช่วงซัมเมอร์ โดยผู้อำนวยการกีฬา อิสซา ทอลล์ สั่งปลด เฮนริก ริดสตรอม พ้นตำแหน่งกุนซือเมื่อเดือนพฤษภาคม หลังพาทีมชนะแค่ 3 จาก 14 นัดในลีก แล้วแต่งตั้ง โลร็อง กูร์ตัวส์ เข้ามาคุมทีมขัดตาทัพ ขณะเดียวกัน ดีเอโก โรซี, แม็กซ์ อาร์ฟสเตน รวมถึง อูโก ปิการ์ด ที่ยิงไป 4 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้ก็ย้ายออกจากทีมไป ทว่าผู้เล่นใหม่อย่าง บราอิส เมนเดซ และ ซานติอาโก โรดริเกซ ที่เข้ามาแทน กลับช่วยกันทำไปถึง 7 ประตูกับ 8 แอสซิสต์จากเวลารวมราว 1,600 นาที นอกจากนี้กุนซือ กูร์ตัวส์ ยังมอบบทบาทอิสระในแดนกลางให้ ทาฮา ฮาบรูน จนเจ้าตัวทำประตูได้ติดต่อกันถึง 3 นัดหลังสุด
ถึงจะเก็บชัยชนะได้มากขึ้น แต่รูปเกมของพวกเขาก็ยังไม่ได้สม่ำเสมอนัก ในเกมที่พบกับ ชาร์ล็อตต์ เอฟซี ทาง โคลัมบัส ครูว์ ดันสูงแย่งบอลและมีโอกาสยิงถึง 33 ครั้ง ทว่าสามวันให้หลังในเกมเยือน เอฟซี ซินซินเนติ พวกเขากลับถอยลงมาเล่น 4-4-2 และมีโอกาสยิงเพียง 3 ครั้งก่อนบุกชนะ 2-0 โดยประตูแรกในเกมกับ ซินซินเนติ มาจากลูกเตะมุมของ เมนเดซ ที่เปิดให้ กอนซาโล ตาเปีย โหม่งเข้าไป เกมนั้น โคลัมบัส ครูว์ ปล่อยให้คู่แข่งยิงถึง 23 ครั้ง และต้องอาศัยการเซฟอันยอดเยี่ยมของ แพทริก ชูลเต จึงเก็บคลีนชีตมาได้ กูร์ตัวส์ ปรับระดับการบีบพื้นที่และรูปแบบการยืนตามคู่แข่งแต่ละทีม แต่การเก็บชัยชนะในช่วงหลังก็ยังไม่อาจการันตีว่าพวกเขาจะเหนือกว่าคู่แข่งในนัดชิงชนะเลิศได้ทั้งหมด
ด้าน เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทัพของ โยอันน์ ดาเมต์ พลิกฟื้นสถานการณ์หลังเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างน่าผิดหวัง ช่วง 10 นัดแรกเก็บได้เพียง 6 แต้ม แต่หลังจากนั้นกลับเดินหน้าไร้พ่าย 21 นัดติดต่อกันรวมทุกรายการ ดาเมต์ ใช้ระบบ 3-4-3 เป็นหลัก โดยเน้นการเซ็ตบอลจากแดนหลังแล้วเปิดฉากโจมตีพื้นที่ว่างหลังแนวรับคู่แข่ง ตัวเลขการผ่านบอลและการครองบอลต่อเกมเพิ่มขึ้นจากฤดูกาลก่อนอย่างชัดเจน ทว่าพวกเขาก็ไม่ใช่ทีมที่จำเป็นต้องครองบอลเยอะถึงจะชนะ ในรอบรองชนะเลิศที่ชนะ โคโลราโด ราปิดส์ 3-0 พวกเขาก็ครองบอลเพียง 37% เท่านั้น
สถิติไร้พ่ายของพวกเขาเพิ่งมาสะดุดหยุดลงในเกมนอกบ้านนัดล่าสุดที่พบกับ มินเนโซตา ยูไนเต็ด โดย เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ออกนำไปก่อน 2-0 ในช่วง 10 นาทีแรก แต่กลับมาเสีย 3 ประตูรวดในครึ่งหลัง อย่างไรก็ตาม เกมดังกล่าว คาร์โล โฮลเซ กับ อเล็กซานดรู มาตัน ไม่ได้ลงเล่น อีกทั้งผู้เล่นตัวหลักทั้งในแดนกลางและริมเส้นหลายคนก็ไม่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง จึงมองไม่ได้ว่าความพ่ายแพ้นี้เกิดจากฟอร์มที่ตกลงของผู้เล่นที่จะลงสนามในนัดชิง ทว่าการออกนำก่อนแล้วมาเสียประตูในครึ่งหลังก็เป็นภาพที่คุ้นตา คล้ายกับเกมที่ทำแต้มหลุดมือหลังนำ เอฟซี ดัลลัส 3-1 ก่อนจบด้วยผลเสมอ 3-3
ในเกมนัดชิงชนะเลิศ บทบาทของผู้เล่นที่อาจไม่ได้ลงสนามของ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ถือเป็นจุดสำคัญ นาวาร์โร หมดสิทธิ์ลงเล่นแน่นอน ขณะที่ คอนราด วัลเลม วิงแบ็กขวา และ คริสโตเฟอร์ เดอร์กิน กองกลางตัวกลาง ต่างมีชื่ออยู่ในรายงานผู้เล่นที่มีอาการบาดเจ็บ วัลเลม เป็นตัวจริงในลีกครบทั้ง 25 นัด ทำไป 5 แอสซิสต์ และในรอบรองชนะเลิศก็เป็นคนเปิดบอลให้ ซิมอน เบคเชอร์ ยิงประตู ส่วน เดอร์กิน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนบอลจากแดนกลางร่วมกับ แดเนียล เอเดลแมน แม้รายชื่อตัวจริงในเกมนัดชิงยังไม่ประกาศ แต่ก็ต้องประเมินผลกระทบทางแท็กติกโดยอิงจากความเป็นไปได้ที่จะขาดทั้งคู่ ซึ่งในรอบรองชนะเลิศที่ชนะมาได้โดยไม่มี นาวาร์โร นั้น ทั้ง วัลเลม และ เดอร์กิน ต่างได้ลงเป็นตัวจริง ในทางกลับกัน โคลัมบัส ครูว์ ขาด รูดี กามาโช และ เวสซาม อาบู อาลี มาตั้งแต่เกมก่อน ๆ อยู่แล้ว และพวกเขาสามารถจัดชุดผู้เล่นชุดเดียวกับในรอบรองชนะเลิศลงสนามได้ทันที
ทั้งสองทีมมีเวลาพักก่อนนัดชิงค่อนข้างสั้น แต่ต่างก็มีการบริหารเวลาลงเล่นของแกนหลักในเกมล่าสุด โดย โคลัมบัส ครูว์ ถอด เมนเดซ ออกตั้งแต่ช่วงพักครึ่งในเกมกับ ซินซินเนติ พร้อมกับพัก โจเซฟ มาร์ติเนซ และ โมฮาเหม็ด ฟาร์ซี ส่วน เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ก็ได้พัก โฮลเซ กับ มาตัน ในเกมกับ มินเนโซตา สภาพอากาศในคืนวันแข่งขันคาดว่าท้องฟ้าจะโปร่งและมีลมเบา จึงไม่มีปัจจัยทางสภาพอากาศที่จะส่งผลดีต่อสไตล์การเล่นของทีมใดเป็นพิเศษ
สถิติการพบกัน 2 ครั้งที่ผ่านมา โคลัมบัส ครูว์ เป็นฝ่ายเฉือนชนะ 2-1 ได้ทั้งสองนัด แต่ทั้งเฮดโค้ชและแนวรุกในตอนนั้นต่างจากปัจจุบันไปแล้ว ในบรรดาผู้ทำประตูของทั้งสองแมตช์ มีเพียง สตีเวน โมเรรา คนเดียวที่ยังพร้อมลงเล่นในนัดชิงครั้งนี้ บทบาทของผู้เล่นชุดปัจจุบันจึงมีความสำคัญต่อการคาดการณ์รูปเกมมากกว่าสถิติในอดีต
2. วิเคราะห์การจับคู่แท็กติก (Matchup Analysis)
จุดเริ่มต้นการบีบพื้นที่ของ โคลัมบัส ครูว์ จะเป็นตัวกำหนดโอกาสทำประตูของทั้งสองทีม หากเลือกดันขึ้นไปเพรสซิ่งสูงเหมือนในเกมกับ ชาร์ล็อตต์ เอฟซี ทาง เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ก็ต้องลำเลียงบอลผ่านแดนกลางที่อาจจะไม่มี เดอร์กิน คอยช่วย หากเสียบอลระหว่างทาง เมนเดซ และ โรดริเกซ ก็พร้อมฉวยโอกาสโจมตีเร็วในระยะสั้นทันที โดยมี ฮาบรูน สอดเข้าไปลุ้นในกรอบเขตโทษ ประตูของ เมนเดซ และ ฮาบรูน ในเกมกับ ชาร์ล็อตต์ ก็เกิดจากการตัดบอลได้จากการเพรสสูง ซึ่งหาก เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ยังยืนยันจะเซ็ตบอลขึ้นมาจากแดนหลัง นี่จะเป็นจังหวะที่ โคลัมบัส ครูว์ ดักรอเล่นงาน
อย่างไรก็ตาม การเพรสซิ่งสูงลักษณะนี้ก็สร้างภาระให้กับเกมรับของ โคลัมบัส ครูว์ เช่นกัน เพราะหากผู้เล่นแนวหน้าดันสูงขึ้นไปแล้ว เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ แก้เพรสหลุดออกมาได้ จอง ซัง-บิน และ เบคเชอร์ ก็พร้อมที่จะสปีดทะลุเข้าหาพื้นที่ว่างหลังแนวรับทันที โดยแผงหลังตัวกลางของ โคลัมบัส ครูว์ น่าจะใช้ ฌอน ซาวัดซกี ที่เคยเล่นเป็นกองกลาง ยืนคู่กับ โมเรรา ที่ขยับมาจากฟูลแบ็ก ซึ่งในรอบรองชนะเลิศ จอง ซัง-บิน ก็ฉกฉวยความผิดพลาดของผู้รักษาประตูคู่แข่งจากจังหวะส่งคืนหลังเปลี่ยนเป็นประตูมาแล้ว ส่วน เบคเชอร์ ก็เคยยิงประตูได้จากการที่คู่แข่งเสียบอลในแดนตัวเอง หาก โคลัมบัส ครูว์ แย่งบอลในแดนบนไม่สำเร็จ พื้นที่ว่างด้านหลังและการขึ้นเกมจากแดนลึกจะกลายเป็นเป้าหมายในการโจมตีของสองหัวหอกฝั่งทีมเยือนทันที
โค้ช กูร์ตัวส์ ยังมีอีกทางเลือกคือการถอยลงมารับต่ำเหมือนในเกมกับ ซินซินเนติ หาก โคลัมบัส ครูว์ รักษาระยะห่างระหว่างไลน์และตั้งรับอย่างมีวินัย พื้นที่ในการวิ่งสอดของ จอง ซัง-บิน และ เบคเชอร์ ก็จะลดลง แต่จะกลายเป็น เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ที่ได้ครองบอลแทน ขณะที่ โคลัมบัส ครูว์ ต้องหันไปพึ่งพาลูกตั้งเตะและจังหวะสวนกลับที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่ง เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ต้องเจาะแนวรับที่แน่นหนาโดยไม่มี นาวาร์โร และหาก วัลเลม ลงไม่ได้อีกคน การขึ้นเกมด้วยลูกเปิดจากฝั่งขวาก็จำเป็นต้องเซ็ตระบบกันใหม่ เมื่อพิจารณาจากเกมที่เจอกับ แวนคูเวอร์ ไวต์แคปส์ ซึ่งแนวรุกตัวจริงลงครบแต่ยังยิงไม่ได้ การได้ครองบอลมากขึ้นเพียงอย่างเดียวจึงไม่อาจการันตีว่า เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ จะทำประตูได้
เมื่อ โคลัมบัส ครูว์ เป็นฝ่ายครองบอล การขยับตำแหน่งของ ฮาบรูน ในแดนกลางจะเชื่อมต่อกับเกมรุกทางกราบซ้ายอย่างมีประสิทธิภาพ ในเกมกับ ซินซินเนติ ฮาบรูน สอดเข้าไปยิงจากบอลที่ ตาเปีย จ่ายถวายพานให้หลังแนวรับ และในเกมกับ ออร์แลนโด ซิตี้ เขาก็ทำประตูได้จากการแทงทะลุช่องของ โรดริเกซ หากขาด เดอร์กิน ไปจริง เอเดลแมน และคู่ขาคนใหม่ในแดนกลางจะต้องรับภาระทั้งการดันบอลขึ้นหน้าและคอยระวังการสอดแทรกของ ฮาบรูน หาก เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ดึงกองกลางลงมาช่วยเกมรับตรงกลาง การถ่ายบอลจากแดนหลังไปยังแนวรุกตัวบนก็จะเปลี่ยนไป ในทางกลับกัน หาก ฮาบรูน เติมเกมรุกแล้ว โคลัมบัส ครูว์ เสียการครองบอล พื้นที่ด้านหลังของเขาก็จะเป็นจุดที่ต้องหาทางหยุดการสวนกลับของคู่แข่งให้ได้
วิงแบ็กขวาเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งหัวใจของ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ เพราะ วัลเลม มีบทบาททั้งการเติมเกมริมเส้นและการตัดเข้าใน แถมในรอบรองชนะเลิศยังเป็นคนแอสซิสต์ให้ เบคเชอร์ ยิงประตู หากเขาลงสนามไม่ได้และต้องใช้ มิเกล เปเรซ หรือ ไมคี จอยเนอร์ ลงเล่นแทน ผู้เล่นใหม่ก็ต้องแบกรับภาระในการเชื่อมเกมรุกให้ต่อเนื่อง ขณะที่วิงแบ็กฝั่งซ้ายของ โคลัมบัส ครูว์ ไม่ว่าจะเป็น มัลเต้ อามุนด์เซน, อานาส ซารูรี หรือ โรดริเกซ โอกาสในการเติมเกมรุกก็จะขึ้นอยู่กับการดันสูงของวิงแบ็กคู่แข่ง การที่ วัลเลม อาจพลาดการลงสนามจึงส่งผลต่อทั้งเกมรุกริมเส้นของทีมเยือนและการเล่นเกมรุกฝั่งซ้ายของ โคลัมบัส ครูว์ ด้วยเช่นกัน
ในส่วนของลูกตั้งเตะ ทั้งสองทีมต่างมีทั้งจังหวะได้ประตูและเสียประตูให้เห็น โคลัมบัส ครูว์ ได้ประตูขึ้นนำในเกมกับ ซินซินเนติ จากลูกเตะมุมของ เมนเดซ ขณะที่ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ เสียประตูจากลูกโหม่งเตะมุมในเกมกับ เอฟซี ดัลลัส และเสียประตูจากลูกฟรีคิกโดยตรงในเกมพบ พอร์ตแลนด์ ทิมเบอร์ส อย่างไรก็ดี เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ก็เคยได้ประตูจากการเล่นฟรีคิกเร็วในรอบรองชนะเลิศ ส่วน โคลัมบัส ครูว์ ก็เคยเสียประตูจากฟรีคิกในเกมกับ ออร์แลนโด ซิตี้ เช่นกัน การชิงจังหวะเรียกฟาวล์ในจุดอันตรายจึงเป็นอีกจุดที่ต้องจับตาดูควบคู่ไปกับระดับการเพรสซิ่ง
สถิติการทำประตูตามช่วงเวลาต้องพิจารณาประกอบกับรายชื่อตัวจริงและรูปเกม ในช่วง 10 นัดหลังสุดทุกรายการ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ยิงในครึ่งแรกถึง 19 ประตู และครึ่งหลัง 10 ประตู ส่วน โคลัมบัส ครูว์ เสียในครึ่งแรก 9 ประตู และครึ่งหลังเพียง 3 ประตู ขณะเดียวกัน โคลัมบัส ครูว์ ยิงในครึ่งหลังได้ถึง 11 ประตู และ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ เสียในครึ่งหลัง 9 ประตู อย่างไรก็ตาม ตัวเลขครึ่งแรกของ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ มีเกมที่ถล่ม แอลเอ แกแลกซี ในครึ่งแรกถึง 5 ลูกรวมอยู่ด้วย และบางนัดก็มี นาวาร์โร ลงเล่น จึงไม่อาจฟันธงได้ว่าพวกเขาจะยิงนำได้เร็วในเกมนัดชิง หาก เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อน การรับมือเกมรุกครึ่งหลังของ โคลัมบัส ครูว์ โดยกลุ่มผู้เล่นที่จะมาแทน วัลเลม และ เดอร์กิน จะกลายเป็นโจทย์ที่สำคัญกว่า
โคลัมบัส ครูว์ เคยแสดงให้เห็นในรอบรองชนะเลิศว่าเมื่อนำ 1 ประตู พวกเขาจะดึงจังหวะเกมให้ช้าลงเพื่อรักษาสกอร์ และในเกมกับ ซินซินเนติ ก็ถอยมารับลึกจนปิดเกมชนะ 2-0 ทางด้าน เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ เองก็ยังมีขุมกำลังที่พร้อมเติมเกมรุกหากตกเป็นฝ่ายตามหลัง ทั้ง เบคเชอร์ และ จอง ซัง-บิน ที่เพิ่งยิงได้ในรอบตัดเชือก รวมถึง โฮลเซ ที่พร้อมลงสนามในนัดชิง ทว่า โฮลเซ จะได้ลงเล่นนานแค่ไหนยังต้องรอดูการจัดตัวและเวลาในสนาม เมื่อการบริหารเกมของทีมที่ออกนำก่อนต้องมาเจอกับการแก้เกมเปลี่ยนตัวในครึ่งหลัง ประตูแรกเพียงลูกเดียวจึงไม่อาจตัดสินผลการแข่งขันของนัดชิงนี้ได้ง่าย ๆ
3. บทสรุปและการคาดการณ์
เรามองว่า โคลัมบัส ครูว์ มีโอกาสเบียดเข้าวินด้วยสกอร์ 2-1 มากกว่า เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ อาจจะฉวยโอกาสทำประตูขึ้นนำได้ก่อนจากการเพรสซิ่งเร็วตั้งแต่ต้นเกม หรือการวิ่งตัดหลังแนวรับของ จอง ซัง-บิน และ เบคเชอร์ เนื่องจาก โคลัมบัส ครูว์ มักเสียประตูในครึ่งแรกบ่อยครั้งในช่วงหลัง และหากเลือกดันเพรสสูงก็อาจเปิดพื้นที่ด้านหลังให้คู่แข่งได้ แต่กุนซือ กูร์ตัวส์ มักจะปรับเปลี่ยนระดับการยืนตามสถานการณ์ และเมื่อทีมออกนำก็มักจะถอยลงมารับลึกเพื่อปิดเกมได้ดี การขาดหายไปของ นาวาร์โร ประกอบกับแนวโน้มที่จะไร้เงา วัลเลม และ เดอร์กิน ทำให้ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ ต้องจัดกระบวนทัพทางกราบขวาและแผงมิดฟิลด์ใหม่ทั้งหมด แม้จะออกนำไปก่อน แต่การใช้ขุมกำลังชุดนี้ต้านทานเกมรุกของ โคลัมบัส ครูว์ ในครึ่งหลังก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คาดว่า โคลัมบัส ครูว์ จะหาจังหวะทวงคืนและแซงนำได้จากลูกตั้งเตะ การสอดเข้าทำของ ฮาบรูน หรือตัวสำรองที่ถูกส่งลงมา ก่อนจะดึงจังหวะคุมเกมเหมือนในรอบรองชนะเลิศเพื่อรักษาสกอร์นำ 1 ลูกจนจบเกม
ในตลาดเดิมพัน ราคาดูจะเอียงให้ โคลัมบัส ครูว์ เป็นต่ออยู่เล็กน้อยจากความได้เปรียบในการเล่นนัดชิงในบ้านและการขาดหายไปของ นาวาร์โร แต่ก็ยังให้เครดิตกับอันดับในลีกที่สูงกว่ารวมถึงผลงานเกมนอกบ้านของ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ อยู่พอสมควร ทว่าฟอร์มนอกบ้านอันแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ล้วนมี วัลเลม และ เดอร์กิน เป็นฟันเฟืองสำคัญ เมื่อคำนึงถึงบทบาทของทั้งสองคนที่อาจหายไป เราจึงมองว่าโอกาสชนะของ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ มีน้อยกว่าที่ราคาตลาดประเมินไว้ เงื่อนไขเดียวที่อาจทำให้ผลการแข่งขันพลิกไปจากนี้ คือการที่ เซนต์ หลุยส์ ซิตี้ เพรสซิ่งเร็วจนได้ประตูออกนำตั้งแต่ต้น แล้วอาศัยจังหวะที่ โคลัมบัส ครูว์ ต้องดันสูงเพื่อทวงประตูคืน ส่งบอลให้ จอง ซัง-บิน หรือ เบคเชอร์ ทะลุเข้าทำประตูตอกฝาโลงได้สำเร็จ