[พรีเมรา 26-27] วิเคราะห์พรีวิว บาเลนเซีย (สเปน) พบ แอธเลติก บิลเบา เริ่มแข่ง: 18 ตุลาคม 02:00 (เวลาประเทศไทย)
บาเลนเซีย และ แอธเลติก บิลเบา มีคิวลงเตะเกมลาลีกา นัดที่ 9 ฤดูกาล 2026-27 ที่เมสตายา ในวันที่ 18 ตุลาคม เวลา 02:00 ตามเวลาประเทศไทย สำหรับบาเลนเซียในอันดับ 19 นี่คือนัดแรกในบ้านของกุนซือ ฆาบิเอร์ อากีร์เร และเป็นโอกาสลุ้นเก็บชัยชนะในบ้านนัดแรกของฤดูกาลนี้ ส่วนแอธเลติก บิลเบา ได้ลงเล่นเกมลีกแบบจบ 90 นาทีเต็มเป็นครั้งแรกในรอบ 28 วัน พร้อมเริ่มโปรแกรมเตะ 3 นัดใน 8 วันรวมแมตช์ที่เคยเลื่อนไปด้วย
1. ภาพรวมการแข่งขันและสถานการณ์ของทั้งสองทีม
บาเลนเซียลงเล่น 8 นัด ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 5 มี 5 คะแนน ด้านแอธเลติก บิลเบา ที่แข่งน้อยกว่า 2 นัด ชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 2 มี 8 คะแนน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้อันดับคือโครงสร้างการยิงประตูและเสียประตู บาเลนเซียยิงได้ 6 ประตูและเสียไป 15 ประตู โดยเกมเหย้า 4 นัดยิงได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น ขณะที่แอธเลติก บิลเบา ลงเล่น 6 นัด ยิงได้ 7 เสีย 6 ประตู และเก็บคลีนชีตได้ถึง 3 นัด
ลาลีกา ฤดูกาลนี้ อันดับและคะแนน: บาเลนเซีย อันดับ 19 มี 5 คะแนน / แอธเลติก บิลเบา อันดับ 10 มี 8 คะแนน สถิติแข่งและได้-เสีย: บาเลนเซีย 8 นัด ได้ 6 เสีย 15 ประตู / แอธเลติก บิลเบา 6 นัด ได้ 7 เสีย 6 ประตู เกมลีกล่าสุด: บาเลนเซีย บุกเสมอราซิ่ง ซานตานเดร์ 2-2 / แอธเลติก บิลเบา เปิดบ้านเสมออลาเบส 0-0
ผลงานในฤดูกาลนี้ของบาเลนเซียแบ่งเป็นช่วงก่อนและหลังเปลี่ยนผู้จัดการทีม ในยุคของ การ์ลอส กอร์เบรัน 5 นัดแรกเก็บได้เพียง เสมอ 1 แพ้ 4 และยิงได้แค่ 1 ประตู จากนั้นผ่านช่วงกุนซือขัดตาทัพจนมาถึงเกมแรกภายใต้การคุมทีมของอากีร์เรที่เสมอกับราซิ่ง ซานตานเดร์ 2-2 หากนับเฉพาะ 3 นัดหลังเปลี่ยนโค้ช ผลงานคือ ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 5 และเสีย 5 ประตู เกมรุกดูดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องการเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งลุ้นทำประตูยามดันเกมขึ้นหน้า โดยอากีร์เรชี้ว่าในเกมกับราซิ่ง ซานตานเดร์ ลูกทีมถอยต่ำเกินไป และเมื่อตัดบอลได้ก็ไม่สามารถต่อบอลขึ้นไปข้างหน้าได้
แอธเลติก บิลเบา เองก็มีการปรับเปลี่ยนแดนหน้าระหว่างฤดูกาลเช่นกัน เอดิน แทร์ซิช กุนซือของทีมตัดสินใจดัน อินญากิ วิลเลียมส์ ขึ้นไปยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าหลังจากผ่านไป 2 นัดแรก นับจากนั้น 4 นัดถัดมาทีมยิงได้ 6 ประตูและเสียเพียง 1 ประตู โดยในเกมเยือนเซลต้า บีโก้ และเกมพบแอตเลติโก มาดริด พวกเขาเก็บชัยชนะด้วยการยิงรวม 5 ประตูและไม่เสียประตูเลย ทว่าเมื่อต้องเจอกับทีมที่เน้นรับลึกอย่างเอลเชและอลาเบส กลับยิงได้เพียง 1 ประตูและจบด้วยผลเสมอทั้งสองนัด ในเกมกับอลาเบส โอกาสยิง 23 ครั้งเป็นจังหวะยิงนอกกรอบเขตโทษถึง 15 ครั้ง ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเมื่อคู่แข่งไม่เปิดพื้นที่ว่างด้านหลัง เกมรุกของพวกเขามักจะชะงักอยู่แค่หน้ากรอบเขตโทษ
อย่างไรก็ตาม สถิติไร้พ่าย 4 นัดดังกล่าวอาจนำมาเทียบกับแนวรุกชุดปัจจุบันได้ยาก เนื่องจาก นิโก วิลเลียมส์ และ โออิฮาน ซันเซต ต่างมีอาการบาดเจ็บและหมดสิทธิ์ลงสนาม นิโก วิลเลียมส์ เป็นคนจ่ายบอลทะลุช่องในจังหวะตีเสมอเกมพบเอลเช และเรียกจุดโทษในกรอบเขตโทษได้ในเกมกับอลาเบส ส่วนซันเซตที่ยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกและออกสตาร์ตเป็นตัวจริงทั้ง 6 นัดในลีก มีบทบาทสำคัญในการสอดเข้ากรอบเขตโทษรวมถึงรับหน้าที่สังหารจุดโทษ โดยคาดว่า อาเล็กซ์ เบเรนเกร์ ทางฝั่งซ้าย และ เปโย กานาเลส ในแดนกลาง จะได้รับโอกาสลงทำหน้าที่แทน ทั้งสองคนเคยลงเล่นร่วมกันเพียงช่วง 13 นาทีแรกในเกมกับราโย บาเยกาโน ก่อนที่แมตช์นั้นจะถูกสั่งยุติการแข่งขันไป
ฝั่งบาเลนเซียจะไม่มี อูมาร์ ซาดิก กองหน้าที่เคยยิงประตูจากลูกเปิดของ ลุยส์ ริโอฆา ในการเจอกับแอธเลติก บิลเบา เมื่อฤดูกาลก่อน แต่ข่าวดีคือริโอฆาที่มีอาการล้าบริเวณส้นเท้าสามารถกลับมาช่วยทีมได้แล้ว ซึ่งริโอฆาเคยรับบอลจาก ฆาบี เกร์รา ก่อนสอดเข้าไประหว่างคู่เซนเตอร์แบ็กเพื่อยิงประตูชัยในเกมกับอลาเบสมาแล้วในฤดูกาลนี้ บาเลนเซียในยุคอากีร์เรน่าจะเน้นหาจังหวะจบสกอร์จากการจ่ายบอลทะลุช่องของเกร์ราและการเติมจากแถวสองมากกว่าการโยนบอลให้ซาดิก ขณะที่ตำแหน่งแบ็กขวา ดิมิทรี ฟูลกิเยร์ พลาดลงสนาม ทำให้ ปาโบล มาฟเฟโอ น่าจะได้ลงเล่นแทน
อากีร์เรเผยว่าจะวาง ฆาบี เกร์รา เล่นตรงกลางมากกว่าจะถ่างออกไปเล่นด้านข้าง และเลือกใช้ เปเปลู เป็นมิดฟิลด์แทนที่จะถอยไปยืนเซนเตอร์แบ็ก การส่งเปเปลูคุมแดนกลางเหมือนในเกมกับราซิ่ง ซานตานเดร์ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มตัวต่อบอลจากแดนหลัง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ต้องการให้บาเลนเซียครองบอลและเล่นอย่างกระตือรือร้นยามเฝ้ารัง ด้านแทร์ซิชยังคงวาง อินญากิ วิลเลียมส์ ยืนค้ำแดนหน้าและเน้นบีบกดดันทันทีที่เสียบอล แม้ที่ผ่านมาจะมักแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัวริมเส้นและฟูลแบ็กยามเกมตื้อ แต่ครั้งนี้พวกเขาไม่มี นิโก วิลเลียมส์ ที่คอยสร้างความแตกต่างด้วยการลากเลื้อยส่วนตัว
การพบกัน 3 นัดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว บาเลนเซียทำได้ดีกว่าด้วยสถิติชนะ 2 แพ้ 1 และทุกนัดจบครึ่งแรกด้วยผลเสมอ อย่างไรก็ดี ชัยชนะ 2-0 ของบาเลนเซียที่เมสตายาเกิดขึ้นหลังจากที่แอธเลติก บิลเบา เหลือผู้เล่น 10 คนในครึ่งหลัง แถมกุนซือของทั้งสองทีมในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปแล้ว สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ผลการเจอกันในอดีต แต่อยู่ที่ว่าผู้เล่นที่มีชื่อลงสนามในนัดนี้จะสามารถสร้างโอกาสทำประตูตามรูปแบบของตัวเองได้มากน้อยเพียงใด
เรื่องโปรแกรมเตะและสภาพอากาศก็เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณา บาเลนเซียได้พักมา 6 วันเต็มหลังจบเกมลีกล่าสุด และมีคิวเตะนัดถัดไปในวันที่ 25 ตุลาคม ส่วนแอธเลติก บิลเบา ไม่ได้ลงเล่นเกมลีกแบบเต็ม 90 นาทีมาตลอด 28 วันหลังเกมพบอลาเบส และต้องออกไปเยือนเลบันเตหลังจบเกมนี้เพียง 4 วัน นอกจากนี้ สำนักอุตุนิยมวิทยาสเปนยังออกประกาศเตือนภัยระดับสีเหลืองเนื่องจากมีโอกาสเกิดฝนตกหนักและพายุฟ้าคะนองในวันแข่งขัน แม้จะยังไม่มีคำสั่งเลื่อนเวลาเขี่ยบอลอย่างเป็นทางการ แต่ก็ยังบอกได้ยากว่าสภาพสนามที่เปียกฝนจะส่งผลดีต่อแนวทางการเล่นของฝ่ายใดมากกว่ากัน
2. วิเคราะห์แมตช์อัป
จุดชี้ขาดของเกมอยู่ที่ว่าบาเลนเซียจะส่งบอลแรกไปถึงเกร์ราได้เร็วแค่ไหนหลังจากแย่งบอลกลับมาได้ เกร์ราเคยพาบอลลุยขึ้นมาจากแดนกลางก่อนแทงทะลุช่องให้ริโอฆายิงประตูชัยในเกมกับอลาเบส รวมถึงลูกตีเสมอของ ดาบิด โอโตรี ในเกมกับราซิ่ง ซานตานเดร์ หากเปเปลูและ กีโด โรดริเกซ ช่วยกันตัดบอลในแดนกลางแล้วเปิดมุมให้เกร์ราพลิกบอลไปข้างหน้าได้ ริโอฆาหรือโอโตรีก็พร้อมสปีดหนีคู่เซนเตอร์แบ็กของแอธเลติก บิลเบา ทันที ในทางกลับกัน หากแอธเลติก บิลเบา เดินหน้าเพรสซิ่งแย่งบอลคืนได้อย่างรวดเร็วและตัดการเชื่อมเกมนี้ได้ บาเลนเซียจะต้องถอยร่นกลับไปตั้งรับลึกในแดนตัวเอง ซึ่งเป็นจุดบกพร่องที่อากีร์เรเพิ่งติงหลังจบเกมล่าสุด
ในแนวรับของแอธเลติก บิลเบา ยังต้องรอดูว่า อายเมริก ลาปอร์ต จะได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงหรือไม่ แม้แทร์ซิชจะยืนยันว่าลาปอร์ตพร้อมลงสนามแม้ไม่ได้ซ้อมร่วมกับทีมนานถึง 26 วัน หากได้ลงตัวจริง ความฟิตในการตามประกบตัวสอดแทรกตามช่องของเกร์ราไปจนถึงช่วงท้ายเกมจะเป็นตัวแปรสำคัญ แต่หากลาปอร์ตไม่ได้ลง ไอตอร์ ปาเรเดส จะเป็นตัวเลือกแรกที่จะยืนคู่กับ เยราย อัลบาเรซ ไม่ว่าจะใช้คู่เซนเตอร์แบ็กชุดใด หากบาเลนเซียหวังจะหาจังหวะแทงทะลุ พวกเขาต้องเอาตัวรอดจากการเพรสซิ่งเร็วของแอธเลติก บิลเบา ให้ได้ก่อน
การขับเคี่ยวในแดนกลางลักษณะนี้ก็ส่งผลกลับมาในทิศทางตรงกันข้ามเช่นกัน หากบาเลนเซียดันฟูลแบ็กขึ้นสูงเพื่อเน้นครองบอลแล้วเกิดเสียบอลในแดนกลาง อินญากิ วิลเลียมส์ ก็พร้อมที่จะวิ่งฉีกตัดหลังแนวรับทันที ในเกมกับราซิ่ง ซานตานเดร์ บาเลนเซียก็เพิ่งเสียประตูจากจังหวะที่คู่แข่งสอดเข้าโจมตีพื้นที่ด้านหลังของ เดอ ฮาส เมื่อพิจารณาจากความเร็วและการเปลี่ยนจังหวะเล่นงานเกมรับของ อินญากิ วิลเลียมส์ ยามยืนหน้าเป้า นี่คือจุดที่บาเลนเซียต้องระวังเป็นพิเศษ ทว่าเนื่องจากเขายังทำประตูในบทบาทหมายเลข 9 ไม่ได้ จังหวะปิดบัญชีสุดท้ายอาจต้องพึ่งพาแถวสองอย่าง โรแบร์ต นาวาร์โร ดาวซัลโวของทีมในฤดูกาลนี้แทน
หากบาเลนเซียเลือกที่จะเน้นตั้งรับลึก โจทย์ของทั้งสองทีมจะเปลี่ยนไปทันที ที่ผ่านมา แอธเลติก บิลเบา เจอปัญหาในการเจาะทำประตูแรกเสมอแม้จะครองบอลได้มากกว่าในเกมกับเอลเชและอลาเบส ซึ่งในเกมเหล่านั้น พวกเขาพึ่งพา นิโก วิลเลียมส์ ในการลากเลื้อยผ่านตัวประกบหรือสร้างจังหวะจะแจ้งในกรอบเขตโทษ แต่เกมนี้จะไม่มีเขาอยู่ในสนาม เบเรนเกร์เคยสอดเข้าไปรับบอลจ่ายจาก นิโก วิลเลียมส์ ในเกมพบเอลเช ดังนั้นหากจะสร้างโอกาสทางฝั่งซ้ายในลักษณะเดิม พวกเขาก็ต้องการคนที่จ่ายบอลคิลเลอร์พาสลักษณะนั้นให้ได้ การใช้กานาเลสลงแทนซันเซตอาจทำให้มิติการวิ่งสอดเข้าเขตโทษเปลี่ยนไป แม้ยังมีเกมรุกฝั่งขวาของนาวาร์โรและลูกตั้งเตะคอยสร้างความอันตราย แต่การจะเจาะแนวรับที่ลงไปกองอยู่หน้ากรอบให้ได้ต่อเนื่องยังเป็นคำถามใหญ่
อย่างไรก็ตาม การที่บาเลนเซียจะเน้นรับลึกตลอดทั้งเกมก็ไม่ได้แปลว่าจะได้เปรียบเสมอไป ในครึ่งแรกของเกมกับราซิ่ง ซานตานเดร์ พวกเขาถอยลงไปตั้งรับลึก แต่เมื่อแย่งบอลมาได้กลับเสียบอลทันทีจนไม่สามารถเปิดเกมรุกต่อเนื่องได้ หลังจากนั้นอากีร์เรจึงตัดสินใจถอดเซนเตอร์แบ็กอย่าง มุคตาร์ ดิยาคาบี ออกแล้วส่งแนวรุกริมเส้นอย่าง อาร์เนาต์ ดานจูมา ลงมา ก่อนที่เกร์ราจะพาบอลขึ้นไปจนนำมาสู่ประตูตีเสมอของโอโตรี หากวันนี้บาเลนเซียยังคงรับลึกแล้วจ่ายบอลแรกไม่แม่นยำ พวกเขาก็จะตกเป็นฝ่ายถูกแอธเลติก บิลเบา บีบกดดันอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าตัดสินใจดันขึ้นหน้า ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะถูก อินญากิ วิลเลียมส์ โจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรับเช่นกัน และจากการที่อากีร์เรแย้มว่าอาจปรับแผนไประหว่างแบ็กโฟร์กับแผงหลัง 5 คนตามสถานการณ์ เราจึงอาจได้เห็นทั้งสองรูปแบบเกิดขึ้นสลับกันไปในนัดนี้
ทางริมเส้น การดวลกันระหว่างดานจูมาและ เฆซุส อาเรโซ อาจส่งผลต่อมิติเกมรุกของบาเลนเซีย ดานจูมาเคยแสดงความอันตรายในการพาบอลขึ้นไปถึงกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายในครึ่งแรกของเกมกับเรอัล โซเซียดาด หากอาเรโซเติมเกมบุกทางฝั่งขวา ดานจูมาก็จะมีพื้นที่ว่างด้านหลังให้เล่นงาน แต่หากอาเรโซปักหลักคุมพื้นที่ แอธเลติก บิลเบา ก็จะต้องพึ่งพาการขึ้นเกมรุกของนาวาร์โรทางกราบขวาเป็นหลัก ส่วนฝั่งตรงข้าม แอธเลติก บิลเบา ที่ไม่มี นิโก วิลเลียมส์ น่าจะใช้เบเรนเกร์ประสานงานกับ ยูริ เบร์ชิเช ทางฝั่งซ้าย โดยมีแบ็กขวาอย่างมาฟเฟโอของบาเลนเซียคอยรับมือ
การตัดสินใจหลังจากมีประตูแรกเกิดขึ้นถือเป็นเรื่องชี้ขาดเช่นกัน หากแอธเลติก บิลเบา ขึ้นนำได้ก่อน บาเลนเซียก็น่าจะต้องเพิ่มผู้เล่นในเกมรุก ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ทีมเยือนได้เล่นเกมสวนกลับเร็วผ่าน อินญากิ วิลเลียมส์ ได้อีก แต่ที่ผ่านมา บาเลนเซียเพิ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถตามตีเสมอได้ทั้งในเกมกับเรอัล โซเซียดาด และราซิ่ง ซานตานเดร์ ในทางกลับกัน หากบาเลนเซียเป็นฝ่ายออกนำก่อน อากีร์เรก็พร้อมที่จะเพิ่มผู้เล่นในเกมรับ และบีบให้แอธเลติก บิลเบา ต้องเจาะแนวรับที่แน่นหนาโดยไม่มี นิโก วิลเลียมส์ แต่บาเลนเซียเองก็เพิ่งขึ้นนำตั้งแต่ 2 นาทีแรกในเกมกับราซิ่ง ซานตานเดร์ ก่อนจะโดนยิงแซงในนาทีที่ 32 จึงไม่อาจฟันธงได้เลยว่าประตูแรกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะการันตีผลแพ้ชนะในบั้นปลาย
3. บทวิเคราะห์และข้อสรุป
สกอร์ที่คาดคือ บาเลนเซีย เสมอ แอธเลติก บิลเบา 1-1 รูปเกมที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือแอธเลติก บิลเบา อาศัยจังหวะตัดบอลแล้วส่ง อินญากิ วิลเลียมส์ เล่นงานพื้นที่ว่างด้านหลัง หรือได้ลูกเปิดของนาวาร์โรเปลี่ยนเป็น 1 ประตู ขณะที่บาเลนเซียจะอาศัยบอลทะลุช่องของเกร์ราให้ริโอฆาหรือโอโตรีสปีดเข้าไปยิงตามตีเสมอ ลำดับการยิงประตูอาจสลับกันได้ แต่เรามองว่าทั้งสองทีมต่างมีงานยากในการหาประตูที่สองเพื่อคว้าชัยชนะ
แอธเลติก บิลเบา เสียประตูน้อยลงมากนับตั้งแต่ดัน อินญากิ วิลเลียมส์ ไปยืนค้ำแดนหน้า จึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าพวกเขาจะหยุดเกมรุกของบาเลนเซียได้หลายครั้ง ทว่าการขาดหายไปของ นิโก วิลเลียมส์ ที่คอยสร้างจังหวะเด็ดขาดในเกมรับลึก และซันเซตที่คอยสอดเข้ากรอบเขตโทษ ทำให้ทางเลือกในการจบสกอร์ของทีมเยือนลดลงไป ขณะที่บาเลนเซียได้ริโอฆาที่จบสกอร์จากบอลของเกร์รากลับมา และอากีร์เรยังแก้จุดบกพร่องเรื่องการเสียบอลง่ายด้วยการวางเปเปลูคุมแดนกลาง ทั้งสองทีมต่างมีวิถีการเข้าทำของตัวเอง แต่อีกฝ่ายก็มีศักยภาพพอที่จะจำกัดเส้นทางเหล่านั้นได้เช่นกัน
ในตลาดราคาให้ภาษีทีมเยือนมากกว่า จากอันดับ 19 ของบาเลนเซียและปัญหาการผลิตสกอร์ในบ้าน ประกอบกับแนวรับที่เหนียวแน่นและสถิติไร้พ่าย 4 นัดของแอธเลติก บิลเบา ทว่ามุมมองนี้แม้จะยอมรับในเกมรับของแอธเลติก บิลเบา แต่ก็ให้น้ำหนักกับผลกระทบจากการขาดหายไปของ นิโก วิลเลียมส์ และซันเซตที่มีส่วนสำคัญในเกมรุกช่วงที่ไร้พ่ายมากกว่า ยิ่งหากอากีร์เรเลือกเน้นเกมรับยามมีแต้ม ทีมเยือนยิ่งยากที่จะสร้างโอกาสเข้าทำในรูปแบบเดิมได้ตลอดทั้งเกม อย่างไรก็ดี หากบาเลนเซียดันทั้งมาฟเฟโอและ โฆเซ หลุยส์ กายา ขึ้นหน้าพร้อมกันแล้วเกิดเสียบอลในแดนกลางบ่อยครั้ง ทิศทางของเกมก็อาจเปลี่ยนไป ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น อินญากิ วิลเลียมส์ ก็มีโอกาสฉวยประโยชน์จากการเจาะพื้นที่ว่างด้านหลังแนวรับซ้ำ ๆ จนทำให้แอธเลติก บิลเบา มีลุ้นทิ้งห่างได้เช่นกัน