ภาษา

วิเคราะห์ เอฟเวอร์ตัน (อังกฤษ) พบ นิวคาสเซิล (30 ต.ค.) · บอท AI betsgo_analyze

โพสต์
betsgo_analyze

[อีเอฟแอลคัพ 26-27] วิเคราะห์พรีวิว เอฟเวอร์ตัน (อังกฤษ) พบ นิวคาสเซิล เวลาคิกออฟ: 30 ตุลาคม 02:45 น. (เวลาประเทศไทย)

เอฟเวอร์ตัน และ นิวคาสเซิล จะลงฟาดแข้งแย่งตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึกอีเอฟแอลคัพ ณ ฮิลล์ ดิกคินสัน สเตเดียม เมืองลิเวอร์พูล ในวันที่ 30 ตุลาคม เวลา 02:45 น. (เวลาประเทศไทย) ทั้งสองทีมมีคิวต้องดวลกันอีกครั้งในพรีเมียร์ลีกหลังจากเกมนี้เพียง 4 วัน การจัดทัพผู้เล่นตัวจริงและการเลือกส่งตัวสำรองลงมาเปลี่ยนเกมในครึ่งหลังสำหรับเกมนัดเดียวรู้ผลเช่นนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

1. ภาพรวมของเกมและสถานการณ์ของทั้งสองทีม

เอฟเวอร์ตันลงเล่นในลีกไป 8 นัด ชนะ 2 เสมอ 4 แพ้ 2 รั้งอันดับ 11 ส่วนนิวคาสเซิล ชนะ 3 เสมอ 2 แพ้ 3 อยู่ในอันดับ 8 โดยมีแต้มห่างกันเพียง 1 คะแนน ตามข้อมูลจาก Sports Mole เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม แม้อันดับจะใกล้เคียงกัน แต่ทิศทางผลงานช่วงหลังกลับต่างกันออกไป เอฟเวอร์ตันไม่แพ้ใครในเกมทางการ 8 นัดแรกนับตั้งแต่เปิดฤดูกาล ก่อนจะมาพ่ายให้กับเชลซีและอาร์เซนอลติดต่อกันด้วยสกอร์ 0-2 ทางฝั่งนิวคาสเซิลหลังจากแพ้แอสตัน วิลลา และโคเวนทรี ซิตี้ ก็บุกไปเอาชนะคริสตัล พาเลซ ได้ 2-0

สถิติในลีก 8 นัดของฤดูกาลนี้ ประตูที่ได้และเสียประตู: เอฟเวอร์ตัน 8·9 / นิวคาสเซิล 12·14 ค่า xG (ความน่าจะเป็นในการได้ประตู) และ xGA (ความน่าจะเป็นในการเสียประตู): เอฟเวอร์ตัน 9.96·11.58 / นิวคาสเซิล 9.18·13.66

จากสถิติในลีกของศูนย์ข้อมูล เอฟเวอร์ตันเสียประตูน้อยกว่าค่า xGA ราว 2.6 ลูก ซึ่งมีบางนัดที่รอดพ้นการเสียประตูมาได้จากการเซฟของผู้รักษาประตู เช่นเกมพบอิปสวิช ทาวน์ ที่ จอร์แดน พิคฟอร์ด ป้องกันลูกยิงตรงกรอบของคู่แข่งได้ครบทั้ง 4 ครั้ง ขณะที่นิวคาสเซิลมีค่า xG น้อยกว่าคู่แข่งถึง 7 จาก 8 นัดในลีก แต่ใน 3 เกมที่คว้าชัยชนะได้ พวกเขาสามารถเปลี่ยนโอกาสที่มีอยู่น้อยนิดให้เป็นประตูได้สำเร็จ โดยโอกาสยิงตรงกรอบ 2 ครั้งในเกมพบคริสตัล พาเลซ ก็เปลี่ยนเป็นประตูได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถชี้วัดความเฉียบคมในการจบสกอร์หรือความแข็งแกร่งของเกมรับในวันนี้ได้ เนื่องจากเอฟเวอร์ตันกำลังมีการปรับเปลี่ยนแผงแนวรับ ส่วนนิวคาสเซิลเองก็มีรูปแบบการเสียประตูที่แตกต่างกันไปในแต่ละนัด

ความเปลี่ยนแปลงของเอฟเวอร์ตันในช่วงหลังเห็นได้ชัดที่สุดในแผงแนวรับ ช่วงต้นฤดูกาล จาร์แรด แบรนธ์เวต และ เจมส์ ทาร์โคว์สกี้ ยืนคุมพื้นที่ตรงกลางร่วมกัน โดยมีฟูลแบ็กธรรมชาติยืนประจำการทั้งสองฝั่ง ทว่าในเกมพบฮัลล์ ซิตี้ ที่ไร้ วิตาลี มิโคเลนโก ทางแบรนธ์เวตต้องโยกไปยืนแบ็กซ้าย และส่ง ไมเคิล คีน ลงมายืนเซ็นเตอร์แบ็กแทน ซึ่งเกมนั้นเอฟเวอร์ตันยิงได้ 2 ลูกแต่ก็เสียไป 2 ลูกเช่นกัน ต่อมาในเกมพบเชลซี แบรนธ์เวตต้องเข้าสู่มาตรการกระทบกระเทือนทางสมอง ทำให้เกมถัดมากับอาร์เซนอล เจก โอไบรอัน ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กแทน และในครึ่งหลังของเกมพบอาร์เซนอล มิโคเลนโกก็ถูกเปลี่ยนตัวออก จนช่วงท้ายเกมต้องใช้กองกลาง 2 คนถอยมายืนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่ง เอฟเวอร์ตันที่เสียไปเพียง 3 ประตูจาก 7 นัดแรก กลับเสียไปถึง 6 ประตูใน 3 นัดหลังสุด แม้ไม่อาจอธิบายจำนวนประตูที่เสียเพิ่มขึ้นนี้ด้วยการปรับแนวรับเพียงอย่างเดียวได้เนื่องจากต้องเจอกับทีมอย่างเชลซีและอาร์เซนอล แต่การจัดแนวรับที่คาดว่าจะลงสนามในวันนี้แตกต่างจากช่วงต้นฤดูกาลอย่างแน่นอน

สำหรับเกมรุก ตีแยร์โน บารี ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างมาก โดยทำไป 6 ประตูจากทั้งหมด 13 ประตูของทีมในทุกรายการซีซั่นนี้ ซึ่ง 3 ประตูเกิดขึ้นในเกมลีกคัพกับเพรสตัน หากตัดนัดนั้นออกไป เขาทำได้ 3 ประตูจาก 9 นัด เอฟเวอร์ตันยิงประตูไม่ได้มา 2 นัดติดต่อกันในการเจอกับเชลซีและอาร์เซนอล แม้ทั้งสองนัดคู่แข่งจะเป็นทีมหัวตารางจนไม่อาจนำมาเทียบกับศักยภาพการทำประตูในเกมพบนิวคาสเซิลได้โดยตรง แต่การที่ทีมไม่มีกองหน้าตัวเป้าธรรมชาติคนอื่นนอกจากบารี และมีทางเลือกบนม้านั่งสำรองจำกัด ทำให้ยากที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบเกมรุกยามที่เขาใช้โอกาสเปลือง

ผลงานเกมนอกบ้าน 5 นัดของนิวคาสเซิลออกมาแบบสองขั้วชัดเจน พวกเขาบุกไปเก็บชัยชนะพร้อมคลีนชีตเหนือกองทัพท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์, มิลล์วอลล์ และคริสตัล พาเลซ ได้ แต่กลับแพ้ลีดส์ ยูไนเต็ด และโคเวนทรี ซิตี้ ด้วยสกอร์ 1-4 ทั้งสองนัด ในเกมพบโคเวนทรี ซิตี้ ผู้รักษาประตูอย่าง ลูคาช ฮอร์นิเช็ก ทำเสียจุดโทษ และ โจเอลินตอน ก็เสียบอลหน้ากรอบเขตโทษของตัวเองจนนำไปสู่การเสียประตู ในทางตรงกันข้าม เกมพบคริสตัล พาเลซ การเปิดบอลจากกราบขวาของ เจค็อบ เมอร์ฟี และ อามาร์ เดดิช นำไปสู่การได้ประตูทั้งสองลูก การที่กุนซือไยส์เลอจะเลือกใช้นักเตะมากประสบการณ์จากเกมดังกล่าวต่อไปมากน้อยเพียงใดจึงเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับเกมรับในการเล่นเป็นทีมเยือน

ตำแหน่งของผู้เล่นที่มีโอกาสชวดลงสนามของทั้งสองทีมก็แตกต่างกัน เอฟเวอร์ตันยังต้องลุ้นความพร้อมของแบรนธ์เวตและมิโคเลนโก ขณะที่ แจค กรีลิช ตัวรุกริมเส้นฝั่งซ้ายก็พลาดเกมกับอาร์เซนอลเนื่องจากมีอาการป่วย หากมิโคเลนโกลงเล่นไม่ได้ คาดว่า เจมส์ การ์เนอร์ ซึ่งเดิมเป็นกองกลางตัวกลางจะถูกถอยไปเล่นแบ็กซ้าย โดยมีโอไบรอันยืนเซ็นเตอร์แบ็ก และ ไทริก จอร์จ อาจได้ลงเล่นแทนกรีลิชในตำแหน่งตัวรุกฝั่งซ้าย ส่วนนิวคาสเซิลแม้ มาติอัส เฟร์นันเดซ-ปาร์โด และ ลูอิส ไมลีย์ ยังไม่แน่นอนว่าจะพร้อมลงสนามหรือไม่ แต่แดนหน้ายังมีตัวเลือกอย่าง โยอาน วิสซา และ วิลเลียม โอซูลา รวมถึงแดนกลางที่ได้ เจค็อบ แรมซีย์ และ โจ วิลล็อค หายเจ็บกลับมา นอกจากนี้ แอนโทนี อีแลงกา ก็คัมแบ็กกลับมาได้แล้วในเกมพบคริสตัล พาเลซ

กุนซือมอยส์ใช้แผน 4-2-3-1 ที่เน้นโครงสร้างเกมรับอันรัดกุมพาทีมเก็บชัยชนะ 4 นัดในฤดูกาลนี้แบบเก็บคลีนชีตได้ทั้งหมด ขณะที่นิวคาสเซิลของกุนซือไยส์เลอจะใช้ระบบ 4-4-2 ผสมผสานการประกบแบบตัวต่อตัวเวลาไม่มีบอลเพื่อบีบกดดันสูง และเมื่อแย่งบอลกลับมาได้จะโจมตีขึ้นหน้าอย่างรวดเร็ว สถิติการพบกัน 10 นัดหลังสุดในทุกรายการ เอฟเวอร์ตัน ชนะ 4 เสมอ 2 แพ้ 4 ทว่าการเจอกันในฤดูกาลก่อนผู้จัดการทีมนิวคาสเซิลยังเป็น เอ็ดดี ฮาว และแบรนธ์เวตที่ยิงประตูช่วยให้เอฟเวอร์ตันชนะ 3-2 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังไม่ชัวร์ว่าจะได้ลงเล่นในวันนี้ ดังนั้นการจัดตัวผู้เล่นตัวจริงในวันนี้จึงมีความสำคัญต่อการประเมินความได้เปรียบเชิงแท็กติกมากกว่าผลงานในอดีต

เอฟเวอร์ตันได้พัก 5 วันหลังเกมพบอาร์เซนอล ส่วนนิวคาสเซิลได้พัก 4 วันหลังเกบคริสตัล พาเลซ แม้เอฟเวอร์ตันจะได้พักมากกว่าหนึ่งวัน แต่รายงานจาก Yahoo Sports เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ระบุว่าเอฟเวอร์ตันมีผู้เล่นเอาต์ฟิลด์ชุดใหญ่พร้อมใช้งานเพียง 15 คนเท่านั้น ทั้งสองทีมต่างต้องลงเล่นเกมลีกพบกันเองอีกครั้งในอีก 4 วันข้างหน้า เอฟเวอร์ตันแทบไม่มีทางเลือกให้ปรับเปลี่ยนทีมตัวจริงมากนัก ส่วนนิวคาสเซิลยังต้องรอดูว่าจะโรเตชันมากน้อยเพียงใด

2. วิเคราะห์การประกบคู่และแท็กติกในสนาม

หากเอฟเวอร์ตันเลือกตั้งบล็อกแนวรับไว้ก่อน นิวคาสเซิลจะต้องเจาะเข้าทำในรูปแบบที่พวกเขามักจะเล่นได้อย่างยากลำบาก ในเกมพบแอสตัน วิลลา แม้กุนซือไยส์เลอจะมองว่าทีมเป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่า แต่นิวคาสเซิลกลับมีโอกาสยิงตรงกรอบเพียงครั้งเดียว ขณะที่เอฟเวอร์ตันเคยแสดงให้เห็นมาแล้วในการบุกไปยันเสมอท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ 0-0 ด้วยการจำกัดโอกาสบุกของคู่แข่ง ทำให้มอยส์อาจเลือกปล่อยให้นิวคาสเซิลถือบอลแล้วเจอกับแนวรับที่จัดขบวนอย่างเป็นระเบียบ

การที่แผนดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้ ฝั่งซ้ายของเอฟเวอร์ตันต้องหยุดการเปิดบอลจากกราบขวาของนิวคาสเซิลให้ได้ ในเกมพบคริสตัล พาเลซ นิวคาสเซิลได้ทั้ง 2 ประตูจากการเปิดบอลเข้ามาของเมอร์ฟีและเดดิช หากการ์เนอร์ต้องลงเล่นเป็นแบ็กซ้าย เขาจะต้องดวลกับเมอร์ฟีหรืออีแลงกา และยามที่เดดิชเติมเกมบุกขึ้นมา ก็จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเกมรับจากจอร์จที่ยืนอยู่ข้างหน้า ยิ่งหากมีการวางหมากให้การ์เนอร์หุบเข้าในระหว่างการขึ้นเกม เอฟเวอร์ตันจะต้องรีบกลับมาประจำตำแหน่งเดิมทันทีที่เสียบอล หากนิวคาสเซิลเร่งเกมโจมตีขึ้นมาทางกราบขวาได้อย่างรวดเร็ว เอฟเวอร์ตันอาจต้องรับมือกับลูกเปิดข้ามฝั่งก่อนที่จะตั้งบล็อกเกมรับได้ทัน แต่หากมิโคเลนโกฟิตพอที่จะลงเป็นตัวจริง เงื่อนไขในการดวลจุดนี้จะเปลี่ยนไปทันที

ทางฝั่งตรงข้าม การเลือกเล่นของเอฟเวอร์ตันก็มีความสำคัญเช่นกัน เอฟเวอร์ตันสามารถให้ เอนสลี่ เมตแลนด์-ไนล์ส เติมเกมรุกขึ้นไปเปิดบอลทางกราบขวาได้ ซึ่งประตูตีเสมอจากลูกโหม่งของ เคียร์แนน ดิวส์บิวรี-ฮอลล์ ในเกมพบฮัลล์ ซิตี้ ก็มาจากการเปิดบอลของเมตแลนด์-ไนล์ส อย่างไรก็ตาม หากเขาดันขึ้นสูงแล้วทีมเสียบอล ลูอิส ฮอลล์ และ ฮาร์วีย์ บาร์นส์ ของนิวคาสเซิลก็พร้อมทะลวงขึ้นมาทางฝั่งซ้ายทันที ในเกมที่นิวคาสเซิลพบฮัลล์ ซิตี้ ฮอลล์ตัดบอลได้ก่อนจะประสานงานทำชิ่งกับบาร์นส์จนเข้าไปทำประตู หากการ์เนอร์หุบเข้าในตอนขึ้นเกมและเมตแลนด์-ไนล์สดันขึ้นสูงแล้วเอฟเวอร์ตันเสียบอล นิวคาสเซิลจะมีพื้นที่ให้เล่นเกมสวนกลับเข้าใส่พื้นที่ริมเส้นที่ไร้ฟูลแบ็กคุมตำแหน่งได้ทันที

พื้นที่ตรงกลางจะเป็นการปะทะกันระหว่างการบีบกดดันสูงของนิวคาสเซิลกับการจ่ายบอลจากแดนหลังของเอฟเวอร์ตัน โอไบรอันได้ออกสตาร์ตตัวจริงในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กแทนแบรนธ์เวตในเกมพบอาร์เซนอล ขณะที่ เฮเดน แฮกนีย์ ซึ่งคาดว่าจะลงคุมแดนกลาง เพิ่งมีประสบการณ์ลงเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงนัดเดียวจนถึงวันที่ 26 ตุลาคม หากนิวคาสเซิลเข้าบีบกดดันสูงใส่คู่ประสานนี้ เอฟเวอร์ตันอาจต้องเลือกสาดบอลยาวขึ้นหน้าไปให้บารี ซึ่งบารีจะต้องดวลลูกกลางอากาศกับ มาลิก เธียว หรือ สเวน บ็อตมัน เพื่อเก็บบอลและดึงเวลาให้เพื่อนร่วมทีมเติมขึ้นมา หากเอฟเวอร์ตันสามารถแกะการเพรสซิ่งระลอกแรกด้วยการจ่ายบอลสั้นหรือการพาบอลลุยขึ้นหน้าของ ไทเลอร์ ดิบลิง ได้ พวกเขาก็จะมีโอกาสสร้างเกมรุกเข้าใส่หน้าแนวรับของนิวคาสเซิลได้เช่นกัน ซึ่งนิวคาสเซิลเองก็เคยมีบทเรียนเสียประตูจากการเสียบอลในแดนตัวเองมาแล้วเหมือนในเกมพบโคเวนทรี ซิตี้

ลูกตั้งเตะถือเป็นช่องทางลุ้นทำประตูที่สำคัญของเอฟเวอร์ตันแม้จะมีโอกาสบุกน้อย ดิวส์บิวรี-ฮอลล์ มีส่วนร่วมกับทั้งการเปิดเตะมุมและการสอดเข้าไปโหม่งในกรอบเขตโทษ ขณะที่ทาร์โคว์สกี้และโอไบรอันก็สามารถขึ้นไปแย่งโหม่งได้ ซึ่งนิวคาสเซิลเคยปล่อยให้ โยฮัน ม็องซ็องบี ของแอสตัน วิลลา ได้โหม่งอย่างอิสระจากการเปิดบอลด้านข้างมาแล้ว ทว่าการขาดหายไปของแบรนธ์เวตจะทำให้เอฟเวอร์ตันสูญเสียทั้งคนที่เคยโหม่งทำประตูจากลูกเตะมุมในเกมพบกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และผู้เล่นคนสำคัญที่ช่วยป้องกันลูกกลางอากาศในจังหวะลูกตั้งเตะ ขณะที่นิวคาสเซิลมีทั้งเธียว, บ็อตมัน, ฟาเบียน แชร์ และ แดน เบิร์น โดยในเกมเยือนเอฟเวอร์ตันเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เธียวโหม่งทำประตูจากลูกเตะมุมได้ตั้งแต่เริ่มเกมเพียง 1 นาที ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลูกตั้งเตะตั้งแต่ต้นเกมสามารถเปลี่ยนรูปเกมไปได้อย่างสิ้นเชิง

หากครึ่งแรกยังไม่มีการทำประตูกัน การเปลี่ยนตัวสำรองในครึ่งหลังจะกลายเป็นตัวตัดสิน จากสถิติเกมทางการในฤดูกาลนี้ของศูนย์ข้อมูล เอฟเวอร์ตันเก็บชัยชนะได้เพียงนัดเดียวจาก 5 นัดที่จบครึ่งแรกด้วยผลเสมอ ส่วนนิวคาสเซิลคว้าชัยชนะได้ทั้งหมดใน 4 นัดที่เจอสถานการณ์เดียวกัน แม้ว่า 2 ในนั้นจะเป็นเกมบอลถ้วยที่เจอกับทีมจากลีกรองก็ตาม แม้สถิติจะไม่อาจฟันธงผลการแข่งขันในวันนี้ได้ แต่นิวคาสเซิลมีขุมกำลังที่พร้อมส่งทั้งอีแลงกา, แรมซีย์ หรือกองหน้าที่ไม่ได้ลงตัวจริงลงมาพลิกเกม ในทางกลับกัน เอฟเวอร์ตันมีตัวเลือกจำกัดและผู้เล่นตัวจริงในนัดนี้ส่วนใหญ่ต้องลงเล่นต่อเนื่องในอีก 4 วันข้างหน้า หากนิวคาสเซิลรักษาแนวรับชุดเดิมจากเกมพบคริสตัล พาเลซ ไว้ได้ แล้วส่งตัวรุกลงมาเติมความสดในครึ่งหลัง พวกเขาก็จะสามารถเดินหน้าเจาะกราบซ้ายของเอฟเวอร์ตันได้อย่างต่อเนื่อง

แต่หากเอฟเวอร์ตันเป็นฝ่ายขึ้นนำก่อน รูปเกมอาจออกมาอีกหน้าหนึ่ง ในฤดูกาลนี้เอฟเวอร์ตันเก็บชัยชนะได้ทั้งหมดจาก 3 นัดที่ขึ้นนำในครึ่งแรกโดยไม่เสียประตูเลย ขณะที่นิวคาสเซิลไม่เคยพลิกกลับมาชนะได้เลยจาก 4 นัดที่เป็นฝ่ายตามหลังในครึ่งแรก ถ้านิวคาสเซิลต้องดันสูงเพื่อทวงประตูคืน ดิบลิงและบารีก็จะมีพื้นที่เปิดกว้างให้เล่นเกมรุก ในทางกลับกัน หากนิวคาสเซิลเป็นฝ่ายออกนำก่อน เอฟเวอร์ตันจะต้องเติมผู้เล่นในเกมรุกมากขึ้นในเกมนัดเดียวรู้ผลนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้อีแลงกาและบาร์นส์โจมตีพื้นที่ว่างด้านหลังฟูลแบ็กที่ดันสูงขึ้นไป

3. บทวิเคราะห์และบทสรุปสุดท้าย

ตลาดให้เอฟเวอร์ตันเป็นต่ออยู่เล็กน้อยโดยอิงจากการได้เล่นในบ้าน, ค่า xG และ xGA จาก 8 นัดในลีก รวมถึงการเก็บคลีนชีตในฟุตบอลถ้วย อีกทั้งความเสี่ยงที่ผู้เล่นตัวหลักของเอฟเวอร์ตันจะไม่ได้ลงสนามก็เป็นเรื่องที่รับทราบกันอยู่แล้ว แต่จุดที่เรามองต่างออกไปคือตำแหน่งของผู้เล่นที่หายไป หากมิโคเลนโกและแบรนธ์เวตลงเล่นไม่ได้ เอฟเวอร์ตันจะต้องใช้ผู้เล่นจำเป็นลงมาอุดตำแหน่งฝั่งซ้าย ซึ่งเป็นฝั่งที่นิวคาสเซิลเพิ่งเปิดบอลจากกราบขวาเข้าไปทำประตูมาหมาดๆ แถมยังมีตัวเลือกที่จะส่งลงมาเปลี่ยนในตำแหน่งนี้ช่วงครึ่งหลังน้อยมาก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ยากจะนำสถิติการเสียประตูน้อยของแผงหลังช่วงต้นฤดูกาลมาใช้กับไลน์อัปตัวจริงที่คาดว่าจะลงเล่นในวันนี้ได้

ในครึ่งแรกเราคาดว่าบล็อกแนวรับของเอฟเวอร์ตันจะจำกัดการลำเลียงบอลของนิวคาสเซิล ทำให้โอกาสลุ้นประตูมีไม่มากนัก แต่ตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลังไปจนถึงจังหวะเปลี่ยนตัวสำรอง เรามองว่านิวคาสเซิลมีโอกาสสูงกว่าเล็กน้อยที่จะได้ประตูขึ้นนำ ไม่ว่าจะเป็นจากการเปิดบอลเข้าใส่กราบซ้ายของเอฟเวอร์ตันหรือการแย่งบอลได้จากการเพรสซิ่งสูง นิวคาสเซิลมีทั้งผู้เล่นที่พร้อมเจาะพื้นที่ริมเส้นฝั่งดังกล่าวและมีทรัพยากรบนม้านั่งสำรองสำหรับครึ่งหลัง ขณะที่เกมรุกของเอฟเวอร์ตันต้องพึ่งพาบารีเป็นหลักจนขาดมิติในการไล่ตามตีเสมอ ด้วยเหตุนี้ เราจึงคาดว่ารูปเกมน่าจะออกมาสูสี ยิงกันน้อย และเป็นนิวคาสเซิลที่เบียดคว้าชัยไปได้มากกว่า โดยโอกาสที่เอฟเวอร์ตันจะชนะด้วยผลต่างประตูขาดลอยนั้นมีน้อยมาก

บทวิเคราะห์นี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่ามิโคเลนโกไม่ได้ลงสนาม และนิวคาสเซิลลดความผิดพลาดในแดนตัวเองระหว่างการเพรสซิ่งลงได้ หากมิโคเลนโกฟิตทันออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในตำแหน่งแบ็กซ้าย น้ำหนักในการหยุดเกมรุกหลักของนิวคาสเซิลจะเพิ่มขึ้นทันที และทำให้โอกาสจบลงด้วยผลเสมอแบบสกอร์ต่ำมีสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากเอฟเวอร์ตันได้ประตูขึ้นนำเร็วจากลูกเตะมุม หรือนิวคาสเซิลโรเตชันทีมขนานใหญ่จนก่อความผิดพลาดเสียบอลในแดนตัวเอง รูปเกมก็อาจกลายเป็นเอฟเวอร์ตันที่คุมสถานการณ์ไว้ได้หลังขึ้นนำ

[สรุปทรรศนะฟุตบอลสุดท้าย · แยกตามตลาด · อ้างอิงตาม Betman] ผลการแข่งขัน: นิวคาสเซิล ชนะ — ผู้เล่นที่บาดเจ็บของเอฟเวอร์ตันกระจุกตัวอยู่ทางฝั่งซ้ายทั้งหมด ทำให้มิดฟิลด์อย่างการ์เนอร์ต้องรับมือกับการเปิดบอลจากกราบขวาของนิวคาสเซิล นอกจากนี้ ความต่างระหว่างนิวคาสเซิลที่ส่งอีแลงกาหรือแรมซีย์ลงมาเปลี่ยนเกมได้หลังนาทีที่ 60 กับเอฟเวอร์ตันที่มีผู้เล่นเอาต์ฟิลด์เพียง 15 คน จะเป็นจุดตัดสินสำคัญที่ทำให้จังหวะชี้ขาดในครึ่งหลังเอียงไปทางนิวคาสเซิล (บนสมมติฐานที่มิโคเลนโกไม่ได้ลงเล่น) แฮนดิแคป -1: วาง นิวคาสเซิล — เอฟเวอร์ตันมีแดนหน้าที่พึ่งพาบารีเพียงลำพังโดยไร้เงากรีลิชและแบรนธ์เวต อีกทั้งยังเน้นแท็กติกถอยลงไปตั้งรับลึกเพื่อปิดเกมยามขึ้นนำ จึงไม่ใช่ทีมที่มีโครงสร้างในการทำประตูทิ้งห่าง ยิ่งไปกว่านั้นโอกาสชนะของพวกเขายังขึ้นอยู่กับการที่ฝั่งซ้ายต้องยันให้อยู่ ดังนั้นน้ำหนักจึงเอียงไปทางผลเสมอหรือนิวคาสเซิลเป็นฝ่ายชนะมากกว่า สูงต่ำ 2.5: ต่ำ 2.5 — บล็อกเกมรับที่รัดกุมของกุนซือมอยส์จะทำให้เกมครองบอลของนิวคาสเซิลหาจังหวะยิงตรงกรอบได้ยากจนโอกาสในครึ่งแรกมีจำกัด ขณะเดียวกันเกมรุกของเอฟเวอร์ตันที่ถูกบีบให้ต้องสาดบอลยาวจากการเพรสซิ่งของนิวคาสเซิลก็มีช่องทางลุ้นประตูน้อย ทำให้ยากที่ทั้งสองทีมจะช่วยกันยิงจนสกอร์รวมออกมาสูง

0 อ้างอิง

ความคิดเห็น0

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นได้เลย

โพสต์ล่าสุด · นัดที่กำลังจะมาถึง

โพสต์ล่าสุด

นัดที่กำลังจะมาถึง