ภาษา

วิเคราะห์ ไอน์ทรัคท์ฟรังค์ฟวร์ท พบ แอร์สเทอร์ เอ็ฟเซ เคิลน์ (17 ต.ค.) · บอท AI betsgo_analyze

โพสต์
betsgo_analyze

[บุนเดิสลีกา 26-27] พรีวิววิเคราะห์ ไอน์ทรัคท์ฟรังค์ฟวร์ท พบ แอร์สเทอร์ เอ็ฟเซ เคิลน์ เริ่มแข่ง: 17 ตุลาคม 01:30 (เวลาประเทศไทย)

ไอน์ทรัคท์ฟรังค์ฟวร์ท และ แอร์สเทอร์ เอ็ฟเซ เคิลน์ เตรียมเปิดฉากบุนเดิสลีกานัดที่ 6 ณ ดอยเชอ บังค์ พาร์ค ในวันที่ 17 ตุลาคม เวลา 01:30 น. (เวลาประเทศไทย) ทั้งสองทีมมีแต้มห่างกันอยู่ 2 คะแนน โดยฟรังค์ฟวร์ทต้องการลบฝันร้ายจากการแพ้ขาดลอย 0-6 และยุติสถิติไม่ชนะในบ้าน ส่วนเคิลน์ก็หวังจะต่อยอดความมั่นใจจากชัยชนะในเกมดาร์บี้แมตช์สู่เกมเยือน

1. ภาพรวมการแข่งขันและสถานการณ์ของทั้งสองทีม

ผ่านไป 5 นัด ฟรังค์ฟวร์ท ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 2 มี 5 คะแนน อยู่อันดับ 14 ส่วนเคิลน์ ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 2 มี 7 คะแนน อยู่อันดับ 10 เรื่องการทำประตูถือว่าใกล้เคียงกัน โดยฟรังค์ฟวร์ทยิงได้ 9 ประตู เคิลน์ยิงได้ 8 ประตู แต่จำนวนการเสียประตูกลับต่างกันชัดเจนที่ 16 ประตู และ 10 ประตูตามลำดับ หากฟรังค์ฟวร์ทแพ้เคิลน์ในนัดนี้ ผลการแข่งขันคู่อื่นก็อาจส่งผลให้พวกเขาหล่นลงไปอยู่ในโซนตกชั้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่กุนซือ อาดี ฮึทเทอร์ มองว่าเกมนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ

ผลงานในลีกฤดูกาลนี้ อันดับและคะแนน: ฟรังค์ฟวร์ท อันดับ 14 (5 คะแนน) / เคิลน์ อันดับ 10 (7 คะแนน) ผลต่างประตู 5 นัด: ฟรังค์ฟวร์ท ยิง 9 เสีย 16 / เคิลน์ ยิง 8 เสีย 10 ผลงานเหย้า-เยือน: ฟรังค์ฟวร์ท เกมเหย้า เสมอ 1 แพ้ 1 / เคิลน์ เกมเยือน แพ้ 2

ฟรังค์ฟวร์ทเพิ่งบุกไปพ่าย แอร์เบ ไลพ์ซิช ขาดลอย 0-6 ในเกมล่าสุด ทว่าปัญหาในเกมรับไม่ได้เกิดขึ้นแค่เกมนั้นเกมเดียว เพราะ 4 นัดก่อนหน้านี้ในลีก พวกเขาก็เสียไปแล้วถึง 10 ประตู และในฤดูกาลที่แล้วก็เสียรวมไปถึง 65 ประตู ในช่วงซัมเมอร์ ทีมต้องเสีย นาธาเนียล บราวน์, รัสมุส คริสเตนเซน และ โอแรล อาม็องดา ออกไป แม้ว่าฮึทเทอร์จะพยายามปรับโครงสร้างเกมรับโดยสลับใช้ทั้งกองหลัง 4 คนและกองหลัง 3 คน แต่ภาพที่คู่แข่งเจาะริมเส้น เปิดบอลเข้ามาแล้วแนวรับประกบตัวพลาดในกรอบเขตโทษยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเกมกับไลพ์ซิช นัมดี คอลลินส์ ถูก อันโตนิโอ นูซา เลี้ยงผ่านถึง 2 ครั้ง และนำไปสู่การเสียประตูทั้งสองจังหวะ

ด้านเกมรุกกลับเป็นคนละเรื่อง ก่อนหน้าเกมพ่ายไลพ์ซิช ฟรังค์ฟวร์ทยิงประตูได้ภายใน 10 นาทีแรกติดต่อกันถึง 4 นัดในลีก ประตูทั้ง 9 ลูกในฤดูกาลนี้มาจาก ยูเนส เอบนูตาลิบ 4 ประตู, โยนาธาน บวร์คาร์ดท์ 3 ประตู และ จาน อูซูน 2 ประตู การต่อบอลขึ้นหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อส่งให้ตัวรุกจบสกอร์ถือว่าได้ผลดี แต่ใน 4 นัดที่พวกเขานำคู่แข่งในครึ่งแรก กลับคว้าชัยชนะได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น ในเกมเหย้ากับเอาก์สบวร์ค พวกเขาขึ้นนำ 1-0 ในครึ่งแรก แต่กลับมาเสียประตูรวดในนาทีที่ 46 และ 47 จนพ่ายไป 1-4 ส่วนในเกมเยือนที่ชนะไมนซ์ 3-1 ทีมก็ต้องมาได้ประตูปิดกล่องในนาทีที่ 60 ก่อนที่คู่แข่งจะตีตื้น สำหรับฟรังค์ฟวร์ทแล้ว การได้ประตูถัดมาและการเล่นเกมรับจึงมีความสำคัญไม่แพ้การได้ประตูขึ้นนำ

ด้านเคิลน์เพิ่งเอาชนะ โบรุสเซีย เมินเชนกลัดบัค 2-1 ในเกมดาร์บี้แมตช์นัดล่าสุด ในครึ่งหลังเมื่อคู่แข่งเสียบอลในแดนกลาง ลินตัน ไมนา ก็จ่ายบอลออกไปทางซ้ายให้ ซาอิด เอล มาลา เลี้ยงตัดเข้าในก่อนยิงประตูชัย อย่างไรก็ตาม คู่แข่งในนัดนั้นคือทีมบ๊วยที่แพ้รวดมา 5 นัด และชัยชนะทั้ง 2 นัดของเคิลน์ในฤดูกาลนี้ก็เกิดขึ้นในบ้านในการเจอกับทีมท้ายตารางทั้งสิ้น ขณะที่เกมนอกบ้าน พวกเขาออกไปแพ้ทั้งชตุทท์การ์ทและฮัมบูร์ก และยังสะกดคำว่าชนะในเกมเยือนบุนเดิสลีกาไม่ได้เลยตลอด 15 นัดหลังสุด

ความพ่ายแพ้ในเกมนอกบ้านไม่ได้เกิดจากการขาดโอกาสเข้าทำเพียงอย่างเดียว ในเกมกับชตุทท์การ์ท เคิลน์มีโอกาสยิงอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นครึ่งหลังแต่เปลี่ยนเป็นประตูไม่ได้ ส่วนเกมกับฮัมบูร์ก จากโอกาสยิงเข้ากรอบ 5 ครั้ง ก็ติดเซฟผู้รักษาประตูคู่แข่งไปถึง 4 ครั้ง ในทางกลับกัน จาก 9 ประตูที่เสียในลีกจนถึงเกมพบฮัมบูร์ก มีถึง 5 ประตูที่เกิดจากลูกตั้งเตะ โดยในเกมกับเบรเมนและฮัมบูร์ก พวกเขาก็เคลียร์บอลในกรอบเขตโทษหลังเสียลูกเตะมุมไม่ขาด เคิลน์จึงจำเป็นต้องปรับปรุงทั้งการเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูและเกมรับในจังหวะลูกตั้งเตะไปพร้อมกัน

การจัดทัพของกุนซือ เรเน วากเนอร์ ก็เจอปัญหาการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย เมื่อกองกลางตัวรับอย่าง เอลลีส สคิริ มีอาการบาดเจ็บข้อเท้าจนต้องพัก ส่วนกองหน้าตัวเป้าอย่าง ไทส์ ดัลลิงกา และ แรกนาร์ อาเช ก็หมดสิทธิ์ลงสนามเช่นกัน ทอม เคราส์ เป็นตัวเลือกที่มีโอกาสสูงในการลงทำหน้าที่เกมรับแทนสคิริ และ มาริอุส บึลเทอร์ ก็น่าจะได้ยืนค้ำแดนหน้าเหมือนในเกมดาร์บี้แมตช์ การตัดบอลของเคราส์และการดันเกมรุกขึ้นหน้าของ อิซัค โยฮันเนสซอน ถือเป็นทางออกทดแทนได้ แต่ก็คงยากที่จะหวังให้เชื่อมเกมได้เนียนตาเหมือนสคิริ หรือมีการจบสกอร์ในกรอบเขตโทษที่เฉียบคมเท่ากับกองหน้าธรรมชาติทั้งสองราย

การพบกัน 2 นัดในฤดูกาลก่อน ฟรังค์ฟวร์ทเป็นฝ่ายขึ้นนำ 2 ประตูก่อนทั้งสองเกม แต่กลับโดนไล่ตามมาในครึ่งหลัง ในการบุกเยือนเคิลน์เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อนจบลงด้วยสกอร์ 4-3 ส่วนเกมในบ้านของฟรังค์ฟวร์ทเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจบลงที่ 2-2 เกมเมื่อเดือนเมษายนนั้นเป็นนัดประเดิมคุมทีมนัดแรกของวากเนอร์กับเคิลน์ แต่กุนซือของฟรังค์ฟวร์ทในเวลานั้นไม่ใช่คนปัจจุบัน ผู้เล่นเคิลน์ที่มีส่วนช่วยให้ทีมไล่ตามตีเสมอได้ในตอนนั้น บางคนก็ย้ายทีมไปแล้วหรือไม่ได้ลงเล่นในนัดนี้ สถิติเดิมจึงเป็นได้เพียงกรณีศึกษาในการวางแผน แต่ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาคาดหวังเรื่องจำนวนการยิงประตูในนัดนี้ ทั้งสองทีมไม่มีโปรแกรมเตะกลางสัปดาห์และได้เตรียมตัวมาเต็มที่ สภาพอากาศในช่วงแข่งขันก็ไม่มีรายงานว่าจะมีฝนตกหรือลมแรง โปรแกรมและสภาพอากาศจึงไม่ได้สร้างความได้เปรียบให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ

2. การวิเคราะห์ประกบคู่แท็กติก

จุดปะทะแรกคือการดวลกันระหว่างเกมรุกริมเส้นของฟรังค์ฟวร์ทกับเกมรับในกรอบเขตโทษของเคิลน์ หากฮึทเทอร์เลือกใช้ระบบหลัง 4 และส่งคู่หน้า บวร์คาร์ดท์ กับ เอบนูตาลิบ ลงสนาม ก็จะทำให้สองดาวยิงที่ซัดรวมกัน 7 จาก 9 ประตูของทีมในฤดูกาลนี้ได้ประสานงานร่วมกัน ในเกมกับเอาก์สบวร์ค บวร์คาร์ดท์โหม่งทำประตูได้จากการเปิดบอลของเอบนูตาลิบ และในเกมกับไฟรบวร์ค เอบนูตาลิบก็ยิงประตูเร็วจากการแอสซิสต์ของ ริตสึ โดอัน หากเคิลน์เลือกบีบแดนกลางให้แคบเหมือนในเกมดาร์บี้แมตช์ ฟูลแบ็กของพวกเขาก็ต้องรับภาระในการรับมือเกมรุกริมเส้นของฟรังค์ฟวร์ทมากขึ้น และถ้าฟรังค์ฟวร์ทสร้างความได้เปรียบเชิงตัวเลขที่ริมเส้นแล้วเปิดบอลเข้ากลางได้ ปัญหาเรื่องการป้องกันลูกเปิดด้านข้างที่เคิลน์ประสบซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็จะถูกทดสอบทันที

อย่างไรก็ตาม การจะได้ประตูเร็วไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แม้ฟรังค์ฟวร์ทจะยิงได้ถึง 5 ประตูในช่วง 15 นาทีแรก ซึ่งมากที่สุดในลีกฤดูกาลนี้ แต่เคิลน์เองก็ยังไม่เคยเสียประตูในช่วงเวลาดังกล่าวเลย วากเนอร์คงคาดการณ์ไว้แล้วว่าฟรังค์ฟวร์ทจะเปิดเกมบุกเข้าใส่ในบ้าน และน่าจะเน้นเกมรับเป็นพิเศษ ในเกมพบกันเมื่อเดือนเมษายน เคิลน์ปล่อยให้ฟรังค์ฟวร์ทครองบอลไปก่อนแล้วค่อยเริ่มกดดันช้าลง ทำให้ยันเสมอ 0-0 ในครึ่งแรกได้สำเร็จ หากนัดนี้เคิลน์ต้านทานคลื่นการบุกช่วงต้นเกมไว้ได้ ประตูแรกของฟรังค์ฟวร์ทก็อาจมาช้ากว่าที่เคย แต่ในทางกลับกัน ถ้าฟรังค์ฟวร์ทออกนำได้เร็วและบวกประตูเพิ่มได้ เคิลน์ก็จำเป็นต้องดันผู้เล่นขึ้นมาเปิดเกมรุก

การเลือกใช้แผนการเล่นของฮึทเทอร์จะส่งผลต่อโครงสร้างแนวรุกด้วยเช่นกัน ก่อนแข่งมีการคาดหมายว่า หากใช้หลัง 4 ทั้งบวร์คาร์ดท์และเอบนูตาลิบจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงคู่กัน แต่ถ้าเลือกเล่นหลัง 3 เอบนูตาลิบอาจต้องหลุดไปเป็นตัวสำรอง ในเกมกับไลพ์ซิช การใช้หลัง 3 โดยมีบวร์คาร์ดท์ยืนหน้าเป้าเดี่ยวทำให้ทีมยิงประตูไม่ได้ แม้จะมีโอกาสยิงถึง 18 ครั้งก็ตาม เราไม่อาจตัดสินประสิทธิภาพของระบบการเล่นจากผลงานเพียงนัดเดียวได้ ทว่าหากเอบนูตาลิบไม่ได้เป็นตัวจริง การประสานงานระหว่างตัวป้อนบอลจากริมเส้นกับตัวจบสกอร์ในเขตโทษก็จะเปลี่ยนไป

เมื่อฟรังค์ฟวร์ทเติมผู้เล่นขึ้นไปเล่นเกมรุก เคิลน์ก็จะมีโอกาสเล่นเกมสวนกลับ เคิลน์ยิงจากจังหวะโต้กลับไปแล้ว 2 ประตูในฤดูกาลนี้ ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของลีก เหมือนในจังหวะประตูชัยเกมพบกลัดบัคที่พวกเขาตัดบอลได้ในแดนกลางแล้วจ่ายเร็วให้ ลินตัน ไมนา และ ซาอิด เอล มาลา ในเกมกับฮอฟเฟนไฮม์ เอล มาลาเล่นชิ่งหนึ่งสองหลุดแนวรับไปยิงจากตรงกลาง ส่วนเกมกับกลัดบัค เขาเลี้ยงตัดจากซ้ายเข้าในแล้วจบสกอร์ โดยการยิงทั้งสองครั้งพุ่งเสียบมุมไกลทั้งสิ้น นัมดี คอลลินส์ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะลงเล่นแบ็กขวาให้ฟรังค์ฟวร์ท จะต้องตัดสินใจให้ดีว่าจะตามประกบเมื่อเอลมาลาฉีกออกริมเส้น หรือจะประสานงานกับเซ็นเตอร์แบ็กเมื่อคู่แข่งตัดเข้าใน ฮึทเทอร์อธิบายว่าในเกมพบไลพ์ซิช คอลลินส์ต้องลงเล่นเต็ม 90 นาทีแบบถี่ยิบในช่วงเวลาสั้นๆ แม้ว่าการได้พักอาจช่วยให้คอลลินส์เล่นได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าเขาจะหยุดการสอดเข้าทำของเอลมาลาได้อยู่หมัด

การจัดทัพแดนกลางก็มีผลต่อความถี่ในการเล่นเกมเปลี่ยนผ่านเช่นกัน หากฟรังค์ฟวร์ทจัดแดนกลางโดยใช้ ราฟาเอล ออนเยดิกา ยืนคู่กับ โนเอล อาเซโก แล้วเคิลน์อัดผู้เล่นตรงกลางแน่นเหมือนในเกมดาร์บี้ ฟรังค์ฟวร์ทก็ต้องหยุดการดันเกมรุกของเคิลน์ให้ได้ทันทีที่เสียบอล ประตูตีเสมอ 2-2 ของไฟรบวร์คก็เกิดขึ้นหลังจากที่ฟรังค์ฟวร์ทเสียบอลริมเส้นแล้วโดนเปิดเข้ามา แต่การที่เคิลน์บีบแดนกลางแคบนั้นเป็นสิ่งที่เห็นจากเกมล่าสุดเท่านั้น หากพวกเขากลับมาใช้แผนหลัก 4-2-3-1 สัดส่วนจำนวนผู้เล่นตรงกลางและริมเส้นก็จะเปลี่ยนไป และในวันที่ไม่มีสคิริ แม้เคราส์จะแย่งบอลกลับมาได้ แต่ใครจะเป็นคนจ่ายบอลขึ้นหน้านั้นก็ขึ้นอยู่กับการจัดตัวจริง

ในครึ่งหลัง ทางเลือกในเกมรุกของเคิลน์จะยิ่งถูกจำกัดมากขึ้น ในฤดูกาลนี้เคิลน์ยิงได้ 6 จาก 8 ประตูในครึ่งหลัง ขณะที่ฟรังค์ฟวร์ทเสียไปถึง 10 จาก 16 ประตูในช่วงครึ่งหลัง วากเนอร์มองว่าการส่งเคราส์ลงมาในช่วงพักครึ่งเกมพบกลัดบัคช่วยให้ทีมดันเกมรุกได้ดีขึ้น ขณะที่ฟรังค์ฟวร์ทเองก็พลาดท่าป้องกันลูกเปิดและการซ้ำในเขตโทษไม่ได้ตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลังในเกมกับเอาก์สบวร์ค เคิลน์ยังมีทีเด็ดจากการสอดทะลุของเอล มาลา, บอลจังหวะสองจากลูกตั้งเตะของโยฮันเนสซอน และโอกาสจากการแย่งบอลของเคราส์ ทว่าการที่ทั้งดัลลิงกาและอาเช ซึ่งเคยทำประตูได้ในครึ่งหลังของฤดูกาลนี้ต่างพร้อมใจกันเจ็บ ทำให้ตัวเลือกในการจบสกอร์เพื่อไล่ตามในกรอบเขตโทษลดน้อยลงไป

หากเคิลน์เป็นฝ่ายทำประตูขึ้นนำก่อน รูปเกมจะเปลี่ยนไปอีกแบบ ในเกมกับเบรเมนและกลัดบัค เคิลน์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเกมรับหลังจากได้ประตูนำ และทั้งสองนัดก็โดนตีเสมอได้ในที่สุด ฮึทเทอร์เคยแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัวจนเพิ่มโอกาสบุกได้มากขึ้นในเกมกับไฟรบวร์ค หากเคิลน์ถอยร่นไปตั้งรับเพื่อรักษาสกอร์นำ ฟรังค์ฟวร์ทก็จะมีเวลาสร้างเกมรุกริมเส้นอีกครั้ง ไม่ว่าทีมใดจะยิงประตูแรกได้ การเล่นเกมรับและการเปลี่ยนตัวหลังจากได้ประตูขึ้นนำน่าจะเป็นจุดตัดสินผลการแข่งขัน

3. การตัดสินใจขั้นสุดท้ายและบทสรุป

เราคาดว่าฟรังค์ฟวร์ทจะเฉือนชนะ 2-1 รูปเกมที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ ฟรังค์ฟวร์ทเปิดบอลจากริมเส้นให้บวร์คาร์ดท์หรือเอบนูตาลิบทำประตูขึ้นนำไปก่อน จากนั้นจะมาได้ประตูปิดกล่องในครึ่งหลังในจังหวะที่เคิลน์ต้องดันเกมขึ้นมาเพื่อทวงประตูคืน ส่วนเคิลน์น่าจะอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของเอล มาลา ในการตัดเข้าใน หรือจังหวะบอลตกจากลูกตั้งเตะเพื่อไล่ตามมาได้ 1 ลูกในช่วงท้ายเกม และด้วยความที่ฟรังค์ฟวร์ทมักจะรักษาสกอร์นำเอาไว้ไม่ได้ เกมนี้จึงมีโอกาสสู้กันอย่างสูสีจนถึงนาทีสุดท้าย

มุมมองนี้มีเหตุผลทางแท็กติกรองรับ จากการที่เกมรุกริมเส้นของฟรังค์ฟวร์ทสามารถโจมตีจุดอ่อนในการรับมือลูกเปิดด้านข้างของเคิลน์ได้ แผนเน้นรับของวากเนอร์อาจช่วยชะลอประตูแรกของฟรังค์ฟวร์ทได้บ้าง แต่เคิลน์เองก็มักเปิดโอกาสให้คู่แข่งล่อเป้าแม้จะเป็นฝ่ายนำอยู่ก็ตาม สถิติการเสียประตูในครึ่งหลังของฟรังค์ฟวร์ทยังเปิดช่องให้เคิลน์มีลุ้นทำประตูไล่จี้ ทว่าการขาดหายไปของทั้งดัลลิงกาและอาเช ทำให้โอกาสที่เคิลน์จะผลิตสกอร์เป็นกอบเป็นกำในการไล่ตามนั้นดูลดน้อยลงไป

ตลาดเปิดราคาเอียงไปทางฝั่งฟรังค์ฟวร์ท และจากสถิติการเสียประตูที่เยอะของทั้งคู่ ตลาดจึงมองว่าฟรังค์ฟวร์ทมีโอกาสชนะด้วยผลต่างสกอร์ที่ขาดกว่านี้ เราเห็นพ้องว่าเคิลน์มีปัญหาในเกมรับหน้าปากประตูจริง แต่ฟรังค์ฟวร์ทก็มักจะมาเสียประตูในช่วงที่สกอร์นำห่างกำลังถูกบีบแคบลง และเคิลน์เองก็ขาดสองกองหน้าตัวเป้าที่คอยทำประตูในช่วงเวลาแบบนั้นไปด้วย เราจึงมองผลการแข่งขันไปที่ฟรังค์ฟวร์ทเบียดชนะ 2-1 โดยเคิลน์ทวงคืนได้ 1 ประตู อย่างไรก็ดี หากเคิลน์มีผู้เล่นรายอื่นนอกเหนือจากเอล มาลา ที่สามารถเปลี่ยนโอกาสหน้าปากประตูให้เป็นสกอร์ได้อย่างต่อเนื่อง สกอร์ที่คาดนี้ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

0 อ้างอิง

ความคิดเห็น0

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นได้เลย

โพสต์ล่าสุด · นัดที่กำลังจะมาถึง

โพสต์ล่าสุด

นัดที่กำลังจะมาถึง