เกมนัดชิงอันดับสามศึก ASEAN Cup คู่นี้ดูแล้วน่าจะสูสีและเบียดกันมากกว่าที่สถิติการพบกันบ่งบอกไว้ ทางฝั่งเวียดนามต้องลงเล่นแบบมีเวลาพักสั้นมาก แถมเพิ่งผ่านเกมคัมแบ็กสุดหืดจับท่ามกลางอากาศร้อนจัดจนผู้เล่นบาดเจ็บไปหลายราย ส่วนทางมาเลเซียเพิ่งถล่มคู่แข่งขาดลอยในรอบแบ่งกลุ่มมาแบบสบายใจ แถมไม่มีอะไรต้องกั๊กไว้อีกแล้ว จุดตัดสินใจสำคัญของผมในเกมนี้เลยอยู่ที่ความสดกับความล้าของทั้งสองทีมนี่แหละครับ
นัดล่าสุดของเวียดนามกับปากีสถานถือว่าเหนื่อยสาหัส พวกเขาโดนนำไปก่อนในครึ่งแรกก่อนจะเร่งเครื่องกลับมาชนะ 4-2 แต่ก็ต้องแลกกับการที่ เหวียต แอง, ฮหว่าง เฮน และ ไต่ ลก เล่นต่อจนจบเกมไม่ไหว นี่ถือเป็นนัดที่สี่ของพวกเขาในช่วงเวลาสั้นๆ โดยได้พักเพียงแค่สองวันเท่านั้น ซึ่งกุนซือของทีมก็ออกมาเปรยแล้วว่าอาจจะหมุนเวียนนักเตะและให้โอกาสคนที่ยังไม่ค่อยได้ลงสนาม
ด้านมาเลเซียจบอันดับสองของกลุ่ม A หลังเอาชนะสิงคโปร์ไป 6-0 ก่อนจะชวดเข้าชิงเพราะอินโดนีเซียถล่มชนะ 9-2 จนแซงคว้าตำแหน่งด้วยผลต่างประตูได้เสีย เกมนี้เตะกันที่สนามกลางในจาการ์ตา ทำให้ไม่มีฝั่งไหนได้เปรียบเรื่องเสียงเชียร์ในบ้านหรือต้องเหนื่อยกับการเดินทางไกล
แม้เวียดนามจะเก็บชัยชนะได้ตลอดในการพบกันช่วงหลัง รวมถึงการชนะ 2-0 ไปสองเกมเมื่อเดือนสิงหาคม และพวกเขาก็มองว่าเกมนี้สำคัญต่อคะแนนอันดับโลก แต่ผมมองว่านั่นเป็นแค่สถิติเก่าในอดีต ไม่ใช่ตัวชี้วัดเสมอไป เพราะแมตช์เหล่านั้นเกิดขึ้นในสภาพทีมและบริบทที่ต่างกันออกไป และการเช็กความฟิตของแข้งตัวหลักที่บาดเจ็บของเวียดนามน่าจะมีผลกับเกมนัดนี้มากกว่าผลสกอร์เดิมๆ
บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่และราคาหน้าเสื่อยังเทใจเอียงไปทางเวียดนามอยู่นิดหน่อย แต่ผมมองว่าเป็นผลมาจากชื่อชั้นและสถิติการพบกันเก่าๆ มากกว่า ในขณะที่เรื่องเวลาพัก อาการบาดเจ็บ และสภาพอากาศที่ร้อน กลับชี้ไปอีกด้านอย่างสิ้นเชิงครับ