ตลาดประเมินสถานการณ์ของนัดชิงชนะเลิศศึกอาเซียนคัพครั้งนี้ผิดไปอย่างสิ้นเชิง อินโดนีเซียก้าวเข้ามาในฐานะทีมต่อหลังจากถล่มบังกลาเทศไปถึง 9-2 ในขณะที่ไทยกลับถูกมองข้ามอย่างหนักเพียงเพราะไปแพ้ฟิลิปปินส์ 1-2 แต่ความพ่ายแพ้นัดล่าสุดนั้นเป็นเพียงเกมนัดส่งท้ายรอบแบ่งกลุ่มที่ไม่มีผลอะไรแล้ว เพราะไทยการันตีการคว้าแชมป์กลุ่มไปเรียบร้อย ทำให้ได้พักตัวหลักอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ศุภชัย ใจเด็ด ส่งผลให้ตอนนี้ทัพช้างศึกกุมความได้เปรียบมหาศาล ทั้งเรื่องความสดของสภาพร่างกายและความเหนือกว่าในแง่แท็กติก เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียที่ต้องใส่เต็มร้อยและใช้ตัวจริงบดหนักกว่าจะผ่านเข้ามาถึงรอบนี้ได้
ชัยชนะขาดลอยของอินโดนีเซียเหนือบังกลาเทศเกิดจากการพึ่งพาเกมรุกริมเส้นและการเปิดบอลเข้ากลางให้ มิทเชลล์ เบเกอร์ เป็นหลัก แม้เกมรุกจะดูอันตราย ทว่าเกมรับของพวกเขายังเสียถึง 2 ประตูให้กับคู่แข่งที่ชื่อชั้นเป็นรอง และเมื่อต้องมาดวลกับไทยที่ได้พักมาเต็มที่แถมแท็กติกยังเหนือกว่า ข้อผิดพลาดในเกมรับเหล่านั้นจะยิ่งเปิดแผลให้เห็นชัดเจนจนยากจะซ่อนไว้ได้
ไทยได้พิสูจน์มาตรฐานที่แท้จริงให้เห็นไปแล้วในช่วงก่อนหน้าของทัวร์นาเมนต์ ด้วยการส่งผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามแล้วเอาชนะเวียดนามไปแบบสบายๆ 2-0 รวมถึงต้อนปากีสถาน 4-0 และเมื่อเหล่าสตาร์ตัวหลักที่ได้พักฟื้นกลับมาคืนทัพตัวจริง พวกเขาก็พร้อมที่จะใช้ความสดลงไปเล่นงานเจ้าถิ่นที่กรำศึกหนักมา ราคาเปิดในตอนนี้จึงถือเป็นความคุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับการถือหางแชมป์เก่า เพราะตลาดมองข้ามบริบทสำคัญในเรื่องการโรเตชันนักเตะไปแบบสิ้นเชิง