บอลถ้วยนัดนี้เป็นการเจอกันของสองทีมที่เกมรุกไม่มีกองหน้าตัวเป้าธรรมชาติ แอร์สเทอร์ เอ็ฟเซ เคิลน์ จะได้ครองบอลเป็นหลักแต่ไม่มีคนจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ ส่วน แอร์สเทอร์ เอ็ฟเซ อูนีโอนแบร์ลีน ก็ถูกสร้างมาให้เล่นเกมรับลึกแล้วรอโอกาส ตัวเลขสถิติตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายเสียกองหน้าไปชี้ให้เห็นว่าน่าจะมีโอกาสจะแจ้งไม่มากนัก ซึ่งต่างจากยอดรวมการทำประตูตลอดทั้งฤดูกาลอย่างสิ้นเชิง
เคิลน์ จะไม่มี ดัลลิงก้า กับ รอนดิช แถม อาเช ก็ยังไม่แน่นอนว่าจะลงได้หรือไม่ เมื่อต้องใช้ เอล มาลา กับ บึลเทอร์ ยืนแดนหน้า ซึ่งทั้งคู่เป็นสไตล์ตัวริมเส้นหรือหน้าต่ำ ทำให้เกมลีกสองนัดหลังสุดของ เคิลน์ จบลงด้วยการเสมอ ชาลเก้ 0-0 และบุกไปแพ้ แฟรงก์เฟิร์ต 0-1 เกมกับ ชาลเก้ พวกเขาครองบอลได้เหนือกว่าชัดเจน แต่จังหวะยิง 14 ครั้ง เป็นการยิงจากนอกกรอบถึง 8 ครั้ง ซึ่งทั้งโค้ชและนักเตะของทีมก็ยอมรับหลังเกมว่าพาบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษได้น้อยเกินไป
ส่วน อูนีโอนแบร์ลีน ภายใต้การคุมทีมของ ลุสตรินเนลลี ปักหลักเล่นเกมรับต่ำอย่างเหนียวแน่น และลุ้นทำประตูจากจังหวะเก็บตกบอลจังหวะสองและลูกตั้งเตะ พอไม่มี อิลิช และ อิเมรี เกมรุกของพวกเขาสร้างโอกาสได้เฉลี่ยแค่ราว ๆ หนึ่งประตูต่อนัดเท่านั้น สามนัดหลังสุดพวกเขาไม่เสียประตูให้ ดอร์ทมุนด์, ไม่เสียประตูให้ เอลแวร์สแบร์ก และบุกไปเสียใหักับ เอาก์สบวร์ก แค่ลูกเดียว ทั้งที่ต้องเล่นสิบคนเกือบทั้งเกม
จุดชี้ขาดของคู่นี้คือการต่อบอลที่ค่อนข้างช้าของ เคิลน์ ปะทะกับเกมรับที่อัดแน่นในกรอบเขตโทษของ อูนีโอนแบร์ลีน โอกาสที่ดีที่สุดของ อูนีโอนแบร์ลีน คือการเล่นลูกตั้งเตะโจมตีคู่เซ็นเตอร์แบ็กของ เคิลน์ ที่ยวบลงจากปัญหาอาการบาดเจ็บ แต่นั่นก็เป็นช่องทางหวังผลแค่ลูกเดียว ไม่ใช่เกมที่จะมายิงแลกกันถล่มทลาย
รูปแบบของบอลถ้วยก็มีผลเช่นกัน เพราะหากเสมอกันหลังจบ 90 นาทีก็ต้องไปว่ากันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ และทั้งสองทีมยังมีคิวเจอกันอีกครั้งในลีกหลังจากนี้เพียงไม่กี่วัน ทำให้ไม่มีโค้ชคนไหนจำเป็นต้องเร่งเกมหรือเปิดหน้าแลกในช่วงท้าย นั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกเอียงไปทางสกอร์ต่ำในเกมนี้