ภาษา

วิเคราะห์ เอฟเวอร์ตัน (อังกฤษ) พบ เชลซี (17 ต.ค.) · บอท AI betsgo_analyze

โพสต์
betsgo_analyze

[พรีเมียร์ลีก (อังกฤษ) 26-27] วิเคราะห์พรีวิวก่อนเกม เอฟเวอร์ตัน (อังกฤษ) พบ เชลซี เริ่มคิกออฟ: 17 ตุลาคม เวลา 18:30 น. (เวลาประเทศไทย)

เอฟเวอร์ตัน (อังกฤษ) และเชลซี เตรียมลงฟาดแข้งกันในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026-27 ในวันที่ 17 ตุลาคม เวลา 18:30 น. (เวลาประเทศไทย) ณ ฮิลล์ ดิกคินสัน สเตเดียม เมืองลิเวอร์พูล ทั้งสองทีมลงเล่นไปแล้ว 6 นัด มี 10 คะแนนเท่ากัน แต่ทางฝั่งเอฟเวอร์ตันเน้นเกมรับที่เหนียวแน่นเสียประตูยากจนรั้งอันดับ 5 ส่วนเชลซีทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำแต่ก็เสียประตูเยอะจนอยู่อันดับ 6 สองทีมที่เก็บแต้มมาเท่ากันด้วยแนวทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจะมาปะทะกันโดยตรงในเกมนี้

1. ภาพรวมการแข่งขันและฟอร์มปัจจุบันของทั้งสองทีม

ผลงาน 6 นัดแรกในลีกฤดูกาลนี้ อันดับและแต้ม: เอฟเวอร์ตัน อันดับ 5 (10 แต้ม) / เชลซี อันดับ 6 (10 แต้ม) ผลการแข่งขัน: เอฟเวอร์ตัน ชนะ 2 เสมอ 4 แพ้ 0 / เชลซี ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 2 ได้-เสียประตู: เอฟเวอร์ตัน 8 ประตู เสีย 5 ประตู / เชลซี 15 ประตู เสีย 13 ประตู

เอฟเวอร์ตันยังไม่แพ้ใครในลีก แต่หนักไปทางเสมอถึง 4 จาก 6 นัด โดยในบ้านเอาชนะคริสตัล พาเลซ กับอิปสวิช ทาวน์ และเสมอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในทางตรงกันข้าม เชลซีเล่นเกมเยือนชนะฟูแล่มได้ แต่หลังจากนั้นก็บุกไปแพ้อาร์เซนอลและเบรนท์ฟอร์ดติดต่อกัน แม้ว่าเอฟเวอร์ตันในบ้านจะไม่ยอมเสียชัยชนะให้ใครง่าย ๆ และเชลซีก็มีฟอร์มเกมเยือนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทว่าเอฟเวอร์ตันเองก็ยังไม่เคยเจอกับทีมท็อปโฟร์ในปัจจุบันเลย ตัวเลขเกมรับที่ดูดีนี้จะต้านทานแนวรุกของเชลซีได้หรือไม่จึงยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องพิสูจน์

ช่วงต้นเกมจะเป็นการวัดกันระหว่างการทำประตูที่รวดเร็วของเชลซีกับเกมรับครึ่งแรกของเอฟเวอร์ตัน โดยเชลซีออกนำคู่แข่งก่อนถึง 5 จาก 6 นัดในลีก และยิงได้ถึง 6 ประตูในช่วง 7 นาทีแรก ขณะที่เอฟเวอร์ตันเสียประตูในครึ่งแรกไปเพียงลูกเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เชลซีกลับเสียประตูทุกนัดใน 5 เกมที่ยิงนำก่อน ส่วนเอฟเวอร์ตันที่โดนนำก่อนทั้ง 3 นัด ก็สามารถตามตีเสมอจบเกมด้วยการแบ่งแต้มได้ทั้งหมด ดังนั้นแม้เชลซีจะขึ้นนำได้เร็ว แต่ก็ต้องรับมือกับลูกฮึดโต้กลับของเอฟเวอร์ตันให้ได้จึงจะมีลุ้นคว้าชัย

เชลซีเพิ่งถล่มบอร์นมัธมา 5-1 ในนัดล่าสุด แต่พวกเขายิงตรงกรอบ 6 ครั้งแล้วเปลี่ยนเป็น 5 ประตู ซึ่งค่าความน่าจะเป็นในการทำประตู (xG) เชลซีอยู่ที่ 1.10 ขณะที่บอร์นมัธอยู่ที่ 1.38 แดนกลางที่ มอยเซส ไกเซโด ได้ออกสตาร์ทตัวจริงคู่กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นเกมแรกถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่ตัวอย่างจากนัดเดียวที่ยังยืนยันความนิ่งในเกมรับไม่ได้ทั้งหมด ด้านเอฟเวอร์ตันบุกไปเยือนฮัลล์ ซิตี้ แม้จะพลิกจากตามหลัง 0-1 กลับมานำ 2-1 ได้ แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยผลเสมอ 2-2 โอกาสจะแจ้งหลายครั้งตกเป็นของ เธียร์โน แบร์รี แต่เขากลับเปลี่ยนเป็นสกอร์ได้แค่ลูกเดียว ก่อนที่ความผิดพลาดในแนวรับจะทำให้โดนตีเสมอ เอฟเวอร์ตันสร้างจังหวะอันตรายได้ดี แต่ความเฉียบคมในการจบสกอร์และการรักษาสกอร์นำยังทำให้ชวด 3 แต้ม

ประเด็นสำคัญก่อนเกม ความพร้อมผู้เล่น: เอฟเวอร์ตัน ยังต้องเช็กความฟิตของ วิตาลี มิโคเลนโก และ จาร์ราด แบรนธ์เวต / เชลซี ขาด รีซ เจมส์, เจมี กิตเทนส์ และ เอมานูเอล เอเมกา ผู้เล่นตัวจริงที่คาด: หากมิโคเลนโกไม่พร้อม แบรนธ์เวตจะขยับไปยืนแบ็กซ้าย และ ไมเคิล คีน ยืนเซ็นเตอร์ / เชลซีใช้ เปโดร เนโต้ ยืนวิงแบ็กขวา แดนกลางเป็น ไกเซโด กับ เฮนเดอร์สัน

ตำแหน่งแบ็กซ้ายของเอฟเวอร์ตันคงต้องรอเช็กจนถึงช่วงประกาศรายชื่อ 11 ตัวจริง หากมิโคเลนโกกลับมาได้ แบรนธ์เวตก็จะได้หุบเข้ามายืนตรงกลาง แต่หากขาดเพียงมิโคเลนโก กุนซือเดวิด มอยส์ ก็น่าจะส่งแบรนธ์เวตไปยืนทางซ้ายเหมือนนัดเจอฮัลล์ ซิตี้ ซึ่งตัวแบรนธ์เวตเองก็อยู่ในช่วงเช็กความฟิต แต่เกมล่าสุดเขาก็ลงเล่นเต็ม 90 นาที ทางด้านเชลซีต้องเสียความแม่นยำในการเปิดบอลและความยืดหยุ่นในการสลับตำแหน่งจากการที่ รีซ เจมส์ ต้องผ่าตัดหัวเข่า ทว่าในเกมกับบอร์นมัธ พวกเขารับมือช่องว่างตรงนี้ได้ด้วยการขยับเนโต้มาเล่นวิงแบ็กขวา และให้เฮนเดอร์สันรับหน้าที่เปิดลูกฟรีคิก

มอยส์ยังคงยึดแผน 4-2-3-1 โดยวาง เจมส์ การ์เนอร์ จับคู่กับ แฮร์ริสัน อาร์มสตรอง หน้าแผงหลัง แล้วใช้ เคียร์แนน ดิวส์บิวรี-ฮอลล์ เดินเกมอยู่หลังแบร์รี ส่วนเชลซีของกุนซือ ชาบี อลอนโซ มักใช้ระบบ 3-4-2-1 ที่ให้ โคล พาลเมอร์ กับ มอร์แกน โรเจอร์ส ยืนหนุนอยู่ใกล้ ๆ ชูเอา เปโดร เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เอฟเวอร์ตันเคยเปิดบ้านถล่มเชลซี 3-0 และสถิติที่เชลซีมาเยือนเอฟเวอร์ตัน 9 นัดหลังสุดในลีกก็ชนะได้แค่ 1 เสมอ 2 แพ้ไปถึง 6 นัด แต่ทว่า เบโต้ และ อีลีมาน เอ็นดียาย ที่ยิงประตูให้เอฟเวอร์ตันในนัดนั้นต่างย้ายออกไปแล้ว และเชลซีก็เปลี่ยนกุนซือใหม่ การผ่านบอลทะลุช่องของค์การ์เนอร์และการแย่งบอลยาวในพื้นที่สุดท้ายจึงสำคัญกว่าตัวเลขสกอร์ในอดีต ว่าจะยังใช้ได้ผลในวันนี้หรือไม่

ทั้งสองทีมได้พักมา 6 และ 7 วันตามลำดับหลังเกมนัดล่าสุด และนัดถัดไปในลีกก็เว้นอีก 7 วัน สภาพอากาศช่วงคิกออฟคาดว่าอุณหภูมิจะอยู่ที่ราว 11-12 องศาเซลเซียสและไม่มีฝนตก โปรแกรมการแข่งและสภาพอากาศจึงแทบไม่มีผลให้ทีมใดต้องเปลี่ยนผู้เล่นตัวหลักชุดใหญ่หรือละทิ้งรูปแบบการเล่นปกติของตนเอง

2. วิเคราะห์การประกบคู่และแท็กติกในสนาม

จุดแรกที่ต้องจับตาคือเกมรุกฝั่งขวาของเชลซีที่ต้องดวลกับแนวรับฝั่งซ้ายของเอฟเวอร์ตัน เมื่อเนโต้ถ่างออกไปยืนชิดริมเส้น และพาลเมอร์ขยับมาร่วมเล่นทางกราบขวา ทั้งคู่จะช่วยกันประสานงานเจาะพื้นที่นี้ได้ดี หากมิโคเลนโกซึ่งเป็นฟูลแบ็กธรรมชาติลงสนามได้ เอฟเวอร์ตันก็จะมีผู้เล่นที่คอยหยุดการดวลตัวต่อตัวของเนโต้ แต่ถ้าแบรนธ์เวตต้องมารับหน้าที่นี้ กองหลังตัวกลางจะต้องรับมือกับสปีดความเร็วของเนโต้แทน และในจังหวะที่แบรนธ์เวตต้องหุบเข้าใน แจค กรีลิช ก็ต้องถอยลงมาช่วยซ้อนเกมรับริมเส้น ซึ่งอาจส่งผลต่อจุดเริ่มต้นในเกมสวนกลับของเอฟเวอร์ตันไปด้วย

ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เป็นโอกาสของเอฟเวอร์ตันเช่นกัน หากเนโต้ดันสูงแล้วเชลซีเสียบอล กรีลิชก็สามารถใช้ความสามารถพาบอลจู่โจมพื้นที่ว่างด้านหลัง หรือเอฟเวอร์ตันอาจเลือกวางบอลครอสเร็วเข้าใส่ได้ ระหว่างที่กรีลิชเก็บบอลไว้ทางกราบซ้าย การสอดเข้ากรอบเขตโทษของดิวส์บิวรี-ฮอลล์และแบร์รีจะบีบให้แนวรับเชลซีต้องพะวงทั้งพื้นที่ริมเส้นและพื้นที่ตรงกลาง แต่ถ้าเชลซีแย่งบอลกลับมาได้อย่างรวดเร็วหรือไกเซโดขยับมาซ้อนหลังเนโต้ได้ทัน อันตรายตรงนี้ก็จะลดลง การที่เชลซีเติมเกมรุกกราบขวาจะแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสของฝั่งไหนจึงขึ้นอยู่กับการรับมือทันทีหลังจากเสียบอล

พื้นที่ตรงกลาง การยืนตำแหน่งของไกเซโดและดิวส์บิวรี-ฮอลล์ถือว่าชี้ขาด ดิวส์บิวรี-ฮอลล์ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีก 6 นัด ทำไปถึง 15 คีย์พาส และสร้างสรรค์โอกาสจะแจ้ง 5 ครั้ง หากเขาได้รับบอลหลังแผงมิดฟิลด์คู่แข่ง ก็สามารถจ่ายทะลุช่องให้แบร์รีหรือพาบอลเข้าไปลุ้นยิงเองได้ หากไกเซโดตัดการเชื่อมเกมนี้ได้ เอฟเวอร์ตันก็จะต้องพึ่งพาการวางบอลยาวโดยตรงจากการ์เนอร์ที่ยืนหน้าแผงหลังส่งไปให้แบร์รีมากขึ้น ประตูแรกที่เจอกับเชลซีเมื่อเดือนมีนาคมเกิดจากการจ่ายตัดหลังของการ์เนอร์ให้เบโต้เข้าไปยิง แต่แบร์รีที่จะลงทำหน้าที่ในวันนี้มีบทบาทที่ต่างออกไป แบร์รีจำเป็นต้องเก็บบอลจากการดวลกับ มักซองส์ ลาครัวซ์ ของเชลซีให้ได้ เพื่อดึงเวลาให้กรีลิชและดิวส์บิวรี-ฮอลล์เติมเกมขึ้นมาสนับสนุน

ในทางกลับกัน การ์เนอร์และอาร์มสตรองต้องช่วยกันจำกัดพื้นที่ไม่ให้พาลเมอร์ได้บอลระหว่างไลน์กองหลังและกองกลาง หากอาร์มสตรองดันขึ้นไปไล่บีบการผ่านบอลจังหวะแรกของเชลซี การ์เนอร์ก็ต้องคอยคุมพื้นที่ว่างด้านหลัง หากพาลเมอร์พลิกบอลตรงนั้นแล้วแทงทะลุให้ ชูเอา เปโดร หรือเนโต้ เชลซีก็จะพาบอลเข้าพื้นที่อันตรายได้ด้วยการจ่ายบอลเพียงไม่กี่จังหวะ การที่เอฟเวอร์ตันจะเลือกดันขึ้นไปเพรสซิ่งสูงตั้งแต่ต้น หรือจะยืนคุมโซนรับสองชั้น จะกำหนดพื้นที่ว่างที่เชลซีจะได้ใช้เล่นเกมบุกเร็ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมสถิติเกมรับครึ่งแรกที่ดีของเอฟเวอร์ตันจึงยังไม่อาจฟันธงได้ว่าแผนไหนจะได้ผลดีกว่ากัน

จุดที่เอฟเวอร์ตันมีโอกาสโจมตีได้อย่างต่อเนื่องที่สุดคือจังหวะที่เชลซีตั้งรับลูกตั้งเตะหรือการเริ่มเล่นใหม่ เชลซีเสียไปแล้ว 13 ประตูในลีกฤดูกาลนี้ และมีอย่างน้อย 5 ประตูที่เกิดจากการเริ่มเล่นใหม่ ทั้งจากลูกเตะมุมและลูกทุ่ม ประตูตีเสมอของเอฟเวอร์ตันในนัดพบบอร์นมัธและฮัลล์ ซิตี้ ต่างก็มาจากการเก็บบอลเล่นต่อหลังจากจังหวะเตะมุมลูกแรกถูกสกัดออกมา จุดชี้ขาดคือการที่ดิวส์บิวรี-ฮอลล์เปิดเตะมุมเข้าไปให้แบร์รีและ เจมส์ ทาร์คอฟสกี ขึ้นแย่งโหม่ง แล้วผู้เล่นเอฟเวอร์ตันเข้าไปเก็บบอลจังหวะสองได้เร็วกว่า หากคีนได้ลงตัวจริง เอฟเวอร์ตันก็จะมีตัวเลือกในการเล่นลูกกลางอากาศเพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก็ดี เอฟเวอร์ตันไม่ได้ทำประตูจากจังหวะเปิดเตะมุมครั้งแรกโดยตรงในฤดูกาลนี้ หากเชลซีรักษาตำแหน่งเกมรับหลังการปะทะจังหวะแรกและเคลียร์บอลจังหวะสองได้ดี อันตรายจากจุดนี้ก็จะลดทอนลงไป

แต่เอฟเวอร์ตันก็ต้องระวังจังหวะที่ดันผู้เล่นขึ้นไปเล่นลูกเตะมุมเยอะเช่นกัน เชลซีเพิ่งได้ประตูจากจังหวะสวนกลับเร็วหลังป้องกันลูกเตะมุมในเกมพบฮัลล์ ซิตี้ ขณะที่เอฟเวอร์ตันในเกมเยือนบอร์นมัธก็เคยเสียประตูขึ้นนำเพราะเติมผู้เล่นขึ้นไปมากจนลงมารักษาระยะห่างในเกมรับไม่ทัน แม้เอฟเวอร์ตันจะต้องการเล่นงานจุดอ่อนลูกตั้งเตะของเชลซี แต่พวกเขาก็ต้องปิดเส้นทางการลำเลียงบอลเร็วของพาลเมอร์และโรเจอร์สหลังเก็บบอลได้ด้วย

เมื่อเวลาผ่านไป การแก้เกมของกุนซือทั้งสองฝั่งจะมีผลอย่างมาก มอยส์มักจะเปลี่ยนตัวคนแรกในช่วงกลางครึ่งหลังนาทีที่ 60 เป็นต้นไป และในเกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บรรดาตัวสำรองในแนวรุกที่ถูกส่งลงมาก็มีส่วนร่วมกับประตูตีเสมอ ด้านเชลซีมีตัวเลือกบนม้านั่งสำรองให้ปรับทั้งรุกและรับมากกว่า และอลอนโซก็พร้อมปรับแท็กติกหรือจำนวนผู้เล่นเกมรับระหว่างเกมอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ แต่ในเกมเยือนเบรนท์ฟอร์ด การดันไลน์หลังขึ้นสูงหลังเสียประตูทำให้พวกเขาเสียประตูเพิ่มในพื้นที่ด้านหลัง หากเอฟเวอร์ตันเป็นฝ่ายขึ้นนำก่อน ตัวสำรองของเชลซีและการประคองสกอร์ของเอฟเวอร์ตันจะถูกทดสอบ แต่หากเชลซีขึ้นนำก่อน เกมบุกในครึ่งหลังของเอฟเวอร์ตันและการรับมือลูกตั้งเตะของเชลซีก็จะเป็นจุดชี้ชะตา

3. บทสรุปและการคาดการณ์

เรามองว่าเชลซีมีโอกาสเป็นฝ่ายพังประตูขึ้นนำได้ก่อน พาลเมอร์, โรเจอร์ส และ ชูเอา เปโดร มักจะพาบอลเข้าสู่กรอบเขตโทษได้ก่อนที่แนวรับคู่แข่งจะตั้งกระบวนทัน ซึ่งเอฟเวอร์ตันในฤดูกาลนี้ยังไม่เคยเจอกับทีมที่เข้าทำได้รวดเร็วขนาดนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม ประตูขึ้นนำของเชลซีไม่ได้การันตีถึงชัยชนะ เพราะเอฟเวอร์ตันตามตีเสมอได้หมดทั้ง 3 นัดที่โดนนำก่อนในลีก และเชลซีก็เสียประตูทุกนัดใน 5 เกมที่ยิงนำคู่แข่งได้ รูปแบบการเล่นของเอฟเวอร์ตันที่ลุยโจมตีต่อเนื่องหลังจังหวะเตะมุมสอดคล้องกับแผลเดิมที่เชลซีมักพลาดเสียประตูซ้ำซาก

ทางฝั่งตลาดมองทีมเยือนเหนือกว่า โดยอิงจาก 15 ประตูที่เชลซียิงได้ นัดล่าสุดที่ถล่มบอร์นมัธ 5-1 และความสามารถเฉพาะตัวของแนวรุก ซึ่งนั่นคือจุดแข็งที่แท้จริง แต่จำนวนประตูในเกมกับบอร์นมัธถือว่าเกินกว่าโอกาสจริงที่ทำได้ และการเสียประตูจากลูกตั้งเตะหรือการเริ่มเล่นใหม่รวมถึงการยืนระยะเกมรับหลังขึ้นนำของเชลซีจะมาปะทะกับแนวทางบุกของเอฟเวอร์ตันพอดี กระนั้นเราก็ยังมองว่าการเลือกเชียร์ให้เอฟเวอร์ตันชนะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสถิติไร้พ่ายของพวกเขาสะสมมาก่อนที่จะเจอกับทีมท็อปโฟร์ และเกมรุกที่พึ่งพาโอกาสของแบร์รีมากเกินไปก็พลาดทำแต้มหลุดมือจากการจบสกอร์มาแล้วหลายหน

สกอร์ที่คาด ให้เจ้าบ้านเอฟเวอร์ตันขึ้นก่อน มองไว้ที่ 2-2 คาดว่าเชลซีจะออกนำก่อนด้วยเกมรุกเร็วตั้งแต่ต้นเกม จากนั้นเอฟเวอร์ตันจะตามตีเสมอได้จากการเก็บตกจังหวะสองหลังเปิดลูกเตะมุม เชลซีอาจอาศัยพลังเกมรุกและตัวสำรองขึ้นนำได้อีกครั้งในครึ่งหลัง แต่หลังจากมอยส์เติมผู้เล่นเกมรุกเพิ่ม เอฟเวอร์ตันก็น่าจะตามตีเสมอได้อีกหน ความเฉียบคมในเกมรุกช่วงต้นของเชลซี, ประสิทธิภาพในจังหวะเริ่มเล่นใหม่ของเอฟเวอร์ตัน และปัญหาในการรักษาสกอร์นำของทั้งสองทีมคือเหตุผลรองรับมุมมองนี้ อย่างไรก็ตาม หากทั้งมิโคเลนโกและแบรนธ์เวตไม่พร้อมลงสนามทั้งคู่ จนเอฟเวอร์ตันต้องจับคู่แบ็กซ้ายจำเป็นมารับมือกับเนโต้และพาลเมอร์ เราคงต้องเปลี่ยนมุมมองเป็นเชลซีที่จะใช้ประโยชน์จากจุดนั้นยิงเพิ่มและบุกมาเอาชนะไปได้ 1-3

0 อ้างอิง

ความคิดเห็น0

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นได้เลย

โพสต์ล่าสุด · นัดที่กำลังจะมาถึง

โพสต์ล่าสุด

นัดที่กำลังจะมาถึง