ภาษา

วิเคราะห์ ซีเอฟ มอนทรีออล พบ แนชวิลล์ เอสซี (25 ต.ค.) · บอท AI betsgo_analyze

โพสต์
betsgo_analyze

[MLS สหรัฐฯ 2026] บทวิเคราะห์พรีวิว ซีเอฟ มอนทรีออล พบ แนชวิลล์ เอสซี เวลาคิกออฟ: 25 ตุลาคม เวลา 00:30 น. (เวลาประเทศไทย)

ซีเอฟ มอนทรีออล มีคิวเปิดรัง สตาเดียม ซาปูโต รับการมาเยือนของ แนชวิลล์ เอสซี ในวันที่ 25 ตุลาคม เวลา 00:30 น. ตามเวลาประเทศไทย นี่คือการดวลกันระหว่างทีมบ๊วยกับจ่าฝูงของสายตะวันออกในศึกเมเจอร์ลีก ซอกเกอร์ สหรัฐฯ โดยฝั่ง แนชวิลล์ ขอแค่ชนะหรือเสมอก็จะการันตีคว้าโล่ซัพพอร์ตเตอร์ส ชิลด์ สมัยแรกของสโมสรทันที ขณะที่ มอนทรีออล ต้องลงเล่นเกมเหย้านัดนี้หลังเพิ่งกรำศึกหนัก 120 นาทีในเกมนัดชิงแคนาเดียน แชมเปียนชิพ มาไม่ถึงสามวัน

1. ภาพรวมการแข่งขันและสถานการณ์ของทั้งสองทีม

อันดับและสถิติตลอดทั้งฤดูกาลสะท้อนความได้เปรียบของ แนชวิลล์ เอสซี อย่างชัดเจน จากตารางคะแนน ณ วันที่ 23 ตุลาคม แนชวิลล์ รั้งจ่าฝูงสายตะวันออกด้วยผลงานชนะ 20 เสมอ 7 แพ้ 3 มี 67 แต้มจาก 30 นัด ส่วน ซีเอฟ มอนทรีออล อยู่อันดับ 15 ด้วยผลงานชนะ 6 เสมอ 7 แพ้ 17 มี 25 แต้ม ด้านตัวเลขยิงประตูกับเสียประตู แนชวิลล์ ยิงได้ 64 ลูกและเสียเพียง 23 ลูก ซึ่ง 23 ประตูที่เสียไปถือว่าน้อยที่สุดในลีก ขณะที่ มอนทรีออล ยิงได้ 36 ลูกและเสียไปถึง 60 ประตู โดยตัวเลข 36 ประตูเป็นสถิติที่น้อยที่สุดในสายตะวันออก ทำให้ มอนทรีออล ต้องเจองานยากทั้งการหยุดเกมรุกคู่แข่งและการสร้างสรรค์โอกาสเข้าทำของตัวเอง

ผลงาน 10 นัดหลังสุดในทุกรายการ ผลงาน: มอนทรีออล ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 7 / แนชวิลล์ ชนะ 6 เสมอ 3 แพ้ 1 ประตูที่ทำได้และเสียประตู: มอนทรีออล 8·22 / แนชวิลล์ 24·8 เกมที่จบครึ่งแรกด้วยผลเสมอ: มอนทรีออล 4 นัด แพ้รวดทั้งหมด / แนชวิลล์ 2 นัด เสมอทั้งหมด

จากสถิติชี้ว่าความแตกต่างของผลงานช่วงหลังยิ่งเห็นได้ชัดในช่วงครึ่งหลัง โดย มอนทรีออล เสียไปถึง 15 ประตูจาก 22 ประตูที่โดนยิงใน 10 นัดหลังสุดหลังจากจบครึ่งแรก ซึ่งรวมถึงการเสียประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษนัดชิงกับ ฟอร์จ เอฟซี ด้วย นอกจากนี้ในเกมพบ ซีแอตเทิล ซาวน์เดอร์ส และ โตรอนโต เอฟซี พวกเขาก็ขึ้นนำก่อนแต่กลับไม่สามารถเก็บชัยชนะได้ โดยเฉพาะเกมกับ โตรอนโต ที่ได้พักมาเต็ม ๆ 14 วัน แต่กลับเสีย 2 ประตูภายในเวลาเพียง 116 วินาทีของช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เหตุผลที่พวกเขาเสียประตูในครึ่งหลังจึงไม่ได้มาจากความล้าของโปรแกรมเตะเพียงอย่างเดียว

ด้าน แนชวิลล์ ไม่แพ้ใครในลีกติดต่อกันมา 6 นัด ทว่าสถิติเกมรุกช่วงหลังอาจนำมาเทียบกับเกมเยือนวันนี้ตรง ๆ ไม่ได้ ประตูที่ทำได้ 14 ลูกจาก 5 นัดหลังสุด ส่วนใหญ่เป็นชัยชนะขาดลอยในบ้านและเกมที่เจอกับทีมท้ายตารางสายตะวันตกอย่าง ออสติน เอฟซี และ สปอร์ติง แคนซัส ซิตี้ ขณะที่เกมเยือน ซานโฮเซ เอิร์ธเควกส์ พวกเขาเสมอ 1-1 โดยมีโอกาสยิงเพียง 6 ครั้งและค่าความน่าจะเป็นในการทำประตู (xG) อยู่ที่ 0.42 เท่านั้น นอกจากนี้จาก 20 นัดหลังสุดในทุกรายการ พวกเขาเล่นในบ้าน 11 นัด ชนะ 10 เสมอ 1 แต่เกมเยือน 9 นัด ชนะ 3 เสมอ 4 แพ้ 2 เมื่อออกนอกบ้านพวกเขายังรักษาเกมรับได้ดี แต่การยิงประตูลดลงและผลเสมอกลับเพิ่มขึ้น

สำหรับฟอร์มในบ้านของ มอนทรีออล ก็ต้องแยกดูเช่นกัน แม้ชัยชนะ 6 นัดในฤดูกาลนี้จะมาจากเกมเหย้าถึง 4 นัด แต่ผลงานเกมเหย้า 12 นัดหลังสุดในทุกรายการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ชนะ 1 เสมอ 6 แพ้ 5 โดยจบด้วยผลเสมอไปถึงครึ่งหนึ่ง และชัยชนะนัดเดียวเกิดขึ้นในเกมพบ เอฟซี ซินซินเนติ เมื่อเดือนกันยายน ถึงอันดับจะอยู่ท้ายตาราง แต่เมื่อเล่นในบ้านพวกเขาก็มักเอาผลเสมอมาได้ ทว่าสถิติช่วงหลังกลับเปลี่ยนเป็นชัยชนะได้ยาก

เวลาเตรียมทีมของทั้งสองฝั่งต่างกันอย่างมาก มอนทรีออล เพิ่งลงเล่นเกมนัดชิงแคนาเดียน แชมเปียนชิพ กับ ฟอร์จ เอฟซี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมตามเวลาท้องถิ่น โดยเสมอ 1-1 จนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษก่อนจะแพ้จุดโทษ แถม บรายัน เบรา โดนใบแดงตั้งแต่นาทีที่ 54 ทำให้ต้องเล่น 10 คนเกือบ 70 นาที ส่วน ปรินซ์ โอวูซู ก็ลงเล่นจนจบเกมและพลาดทั้งจุดโทษในเกมรวมถึงการยิงคนแรกในช่วงดวลจุดโทษ ด้าน อเล็กซิส ซานเชซ แม้จะเล่นเต็ม 90 นาทีในเกมพบ ซีแอตเทิล นัดก่อนหน้า แต่ไม่ได้ลงสนามในนัดชิง ขณะที่ แนชวิลล์ ได้พักมาเต็ม ๆ 7 วันหลังบุกเยือน ซานโฮเซ เมื่อวันที่ 17 ตามเวลาท้องถิ่น และหลังจากนี้อีก 4 วันก็มีคิวเปิดบ้านพบ ฟิลาเดลเฟีย ยูเนียน รออยู่

ในเกมรุกของ มอนทรีออล สภาพความฟิตของ โอวูซู มีความสำคัญอย่างยิ่ง ฤดูกาลนี้เขาทำไป 15 ประตูจาก 26 นัด แม้จะไม่มีชื่อในเกมพบ ซีแอตเทิล และมีรายงานว่าจะกลับมาในเกมพบ แนชวิลล์ แต่ในบัญชีรายชื่อยังมีเครื่องหมายอาการบาดเจ็บติดอยู่ ด้วยความที่เพิ่งเล่นมา 120 นาทีในเกมนัดชิง จึงต้องดูทั้งเรื่องโอกาสลงสนามและการรักษาความเร็วในการวิ่งสอดแนวรับรวมถึงการเพรสซิ่งในครึ่งหลัง ส่วน ซานเชซ ได้พักในนัดชิงมา และลูกตั้งเตะของเขาก็ยังเป็นอาวุธการลุ้นประตูที่ชัดเจนของ มอนทรีออล ขณะที่การขาดหายไปของนายทวาร โทมัส จิลลิเยร์ และกองหลัง บรายัน เซบาโยส ก็ส่งผลชัดเจนในเกมช่วงหลัง ส่วนโทษแบนจากใบแดงในนัดชิงของ เบรา นั้นยังไม่แน่ชัดว่าจะมีผลบังคับใช้กับเกมลีกนัดนี้หรือไม่

การเจอกันที่มอนทรีออลในระยะหลังไม่เคยเป็นงานง่ายของ แนชวิลล์ เลย จากสถิติการพบกัน 3 นัดหลังสุดที่ สตาเดียม ซาปูโต จบลงด้วย มอนทรีออล ชนะ 1-0, เสมอ 0-0 และเสมอ 1-1 อย่างไรก็ตาม เกมในปี 2023 และ 2024 มีทั้งกุนซือและผู้เล่นแกนหลักที่ต่างไปจากปัจจุบัน เกมเยือนมอนทรีออลฤดูกาลก่อน แนชวิลล์ ยังไม่มี คริสเตียน เอสปิโนซา ซึ่งตอนนี้เป็นหัวใจสำคัญในเกมรุกฝั่งขวา ส่วน ซานเชซ ก็เพิ่งย้ายมาร่วมทัพ มอนทรีออล เมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้เอง สำหรับการพบกันนัดแรกในฤดูกาลนี้เมื่อเดือนกรกฎาคม แนชวิลล์ เปิดบ้านเฉือนชนะ 1-0 จากจุดโทษของ แซม เซอริดจ์ แม้สถิติตามสนามจะบ่งบอกถึงโอกาสที่รูปเกมจะสูสี แต่ก็ยังไม่สามารถบอกทิศทางการได้ประตูในวันนี้ได้ทั้งหมด

2. วิเคราะห์แท็กติกการประกบคู่

พื้นที่ที่ แนชวิลล์ เอสซี จะเจาะได้ชัดเจนที่สุดคือเกมรับฝั่งซ้ายของ ซีเอฟ มอนทรีออล แบ็กขวาอย่าง แอนดี้ นาฮาร์ เติมเกมขึ้นมาครอสบอลได้ดี โดยมี เอสปิโนซา ยืนอยู่ด้านหน้าคอยรับหน้าที่เปิดบอลและเตะมุม ในเกมพบ สปอร์ติง แคนซัส ซิตี้ ลูกเปิดของ นาฮาร์ นำไปสู่ประตูของ เฮนนี่ มุคตาร์ และลูกเตะมุมของ เอสปิโนซา ก็ช่วยให้ นาฮาร์ โหม่งทำประตูได้ ขณะที่ มอนทรีออล เพิ่งเสียประตูจากการขึ้นเกมทางฝั่งขวาของคู่แข่งในเกมพบ ซีแอตเทิล, โคลัมบัส ครูว์ และ โตรอนโต แม้จะเป็นจังหวะจากต่างนัดกัน แต่พื้นที่บุกหลักของ แนชวิลล์ กับพื้นที่ที่ มอนทรีออล มักเสียประตูในช่วงหลังนั้นตรงกันพอดี

หาก ลูกา เปตราสโซ ลงยืนแบ็กซ้าย การตัดสินใจของเขาจะกลายเป็นจุดชี้ขาด เปตราสโซ เป็นวิงแบ็กที่ชอบเติมเกมรุกขึ้นไปครอสบอล แต่เขาเพิ่งกรำศึกหนัก 120 นาทีในนัดชิงมา หากเขาดันสูง จังหวะถอยกลับมาตั้งรับจะต้องเจอกับการประสานงานของ นาฮาร์ และ เอสปิโนซา แต่ถ้าเขาเลือกปักหลักคุมพื้นที่ ปริมาณการครอสบอลจากฝั่งซ้ายของ มอนทรีออล ก็จะลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ แนชวิลล์ ยังสามารถเล่นตรงกลางโดยใช้ แมตทิว คอร์โคแรน จ่ายบอลทะลุช่องให้ มุคตาร์ และ เซอริดจ์ ได้อีก การที่ มอนทรีออล จะรักษาระยะห่างระหว่างริมเส้นกับแดนกลางในครึ่งหลังได้หรือไม่ จึงเป็นตัวกำหนดจำนวนโอกาสเข้าทำของ แนชวิลล์

อย่างไรก็ตาม แนชวิลล์ ไม่จำเป็นต้องครองบอลเหนือกว่าเพื่อสร้างความได้เปรียบ ในเกมกับ สปอร์ติง แคนซัส ซิตี้ แม้เปอร์เซ็นต์การครองบอลจะเป็นรอง แต่ คอร์โคแรน และ เอดวาร์ด แซนด์วิก ทาคเซธ ช่วยกันปิดพื้นที่ตรงกลางจนคู่แข่งยิงตรงกรอบได้เพียงครั้งเดียว ในทางกลับกัน มอนทรีออล ครองบอลถึง 52% ในเกมเหย้ากับ แอตแลนตา ยูไนเต็ด แต่กลับยิงตรงกรอบได้แค่ 2 ครั้ง หาก มอนทรีออล มีบอลแต่ส่งเข้าเขตโทษไม่ได้มากพอ แนชวิลล์ ก็พร้อมตั้งรับตรงกลางแล้วสวนกลับเร็วขึ้นทางกราบขวา สถิติค่า xG ช่วงหลังก็ตอกย้ำว่าประสิทธิภาพการสร้างโอกาสในบ้านของ มอนทรีออล ขึ้นอยู่กับคู่แข่งอย่างมาก โดยเกมพบ แอตแลนตา ทำได้เพียง 0.40 ขณะที่เกมพบ ซินซินเนติ พุ่งไปถึง 2.07

ทางฝั่ง มอนทรีออล ก็มีช่องทางทดสอบเกมรับนอกบ้านของ แนชวิลล์ เช่นกัน โดย แนชวิลล์ เคยออกนำก่อนในเกมเยือน ซานโฮเซ และ โตรอนโต แต่กลับโดนตีเสมอจากลูกครอสริมเส้นและลูกโหม่ง ซานเชซ รับหน้าที่เปิดเตะมุมและฟรีคิกในเกมกับ โตรอนโต จนสร้างโอกาสโหม่งของ เบรา และลูกยิงตรงกรอบของตัวเองมาแล้ว ขณะที่ ดาเนียล ริโอส ก็มีจังหวะเข้าซ้ำลูกเปิดตกหรือจังหวะบอลกระดอนจากการยิงของเพื่อนร่วมทีมให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ หากลูกเปิดของ ซานเชซ เข้าไปถึงกรอบเขตโทษและ ริโอส เข้าไปชิงจังหวะแถวสองได้ มอนทรีออล ก็มีลุ้นเปิดแผลเดิมในเกมเยือนของ แนชวิลล์ ได้เหมือนกัน

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ปัญหาคือ มอนทรีออล จะพาบอลเข้าสู่เขตโทษได้บ่อยแค่ไหน คู่เซนเตอร์ของ แนชวิลล์ อย่าง แม็กซ์เวลล์ โวเลดจี และ เจสัน พาลาซิออส เพิ่งโชว์ฟอร์มประกบตัวรุกคนสำคัญของ สปอร์ติง แคนซัส ซิตี้ จนอยู่หมัดด้วยร่างกายและการยืนตำแหน่งที่ดี อีกทั้ง แนชวิลล์ เสียไปเพียง 11 ประตูจากเกมเยือน 15 นัดในฤดูกาลนี้จนถึงเกมกับ ซานโฮเซ หาก โอวูซู ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง มอนทรีออล จะเพิ่มมิติการวิ่งสลัดตัวประกบเข้าโจมตีพื้นที่ด้านหลังนอกเหนือจากลูกตั้งเตะและการเก็บบอลจังหวะสองของ ริโอส ได้ แต่ด้วยสภาพร่างกายที่เพิ่งผ่าน 120 นาทีมา ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเขาจะวิ่งแบบนั้นต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งหลังได้หรือไม่ ยิ่งถ้าขาด เบรา ไปด้วย ตัวเลือกในการขึ้นเบียดแย่งบอลกลางอากาศจากลูกเปิดของ ซานเชซ ก็จะยิ่งลดน้อยลง

หลังจากมีประตูแรกเกิดขึ้น รูปเกมของทั้งสองทีมจะเปลี่ยนไปทันที หาก แนชวิลล์ ออกนำก่อน มอนทรีออล จะต้องดันแนวรับขึ้นสูงเพื่อเปิดเกมรุก ในเกมเยือน อินเตอร์ ไมอามี พวกเขาดันขึ้นเพื่อหวังทวงประตูคืนแต่กลับโดนเล่นงานพื้นที่ด้านหลังด้วยเกมสวนกลับ ส่วน แนชวิลล์ ในเกมเยือน ออสติน เมื่อคู่แข่งไล่มาเหลือประตูเดียวแล้วพยายามดันขึ้นมา แชค โมฮัมเหม็ด ตัวสำรองที่ลงมาก็มีส่วนร่วมกับ 2 ประตูปิดกล่องช่วงท้ายเกมทันที วันนี้หาก มอนทรีออล ต้องตกเป็นฝ่ายไล่ตามเป็นเวลานาน ความสดของตัวสำรอง แนชวิลล์ ก็มีสิทธิ์ลงมาฉีกสกอร์ให้ขาดได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก แนชวิลล์ ขอแค่ผลเสมอก็เพียงพอต่อเป้าหมาย แถมยังมีเกมถัดไปรออยู่ พวกเขาจึงอาจเลือกถอดผู้เล่นตัวหลักออกไปพักหากได้ประตูนำ

ในทางกลับกัน หาก มอนทรีออล ยิงนำก่อน แนชวิลล์ จะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องไล่ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาแทบไม่เจอนอกบ้านช่วงหลัง โดย แนชวิลล์ ไม่เคยตามหลังคู่แข่งเมื่อจบครึ่งแรกเลยตลอด 10 นัดหลังสุดในทุกรายการ ตรงกันข้ามกับ มอนทรีออล ที่นำ ซีแอตเทิล และ โตรอนโต ก่อนแต่กลับรักษาความได้เปรียบไว้ไม่ได้ในครึ่งหลัง การได้ประตูขึ้นนำจึงเป็นแค่หนทางที่จะช่วยให้ มอนทรีออล สู้ได้สูสีขึ้น แต่ไม่ได้การันตีว่าจะปิดเกมเก็บชัยชนะได้ และต้องไม่ลืมว่าความสดของ ซานเชซ ที่ได้พักมา กับพละกำลังในการเล่นเกมรับช่วงครึ่งหลังของเพื่อนร่วมทีมที่กรำศึกมา 120 นาทีนั้นอยู่ในสภาพที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

3. บทวิเคราะห์ฟันธงและบทสรุป

เรามองว่า แนชวิลล์ เอสซี มีโอกาสคว้าชัยชนะมากกว่า แม้ความแตกต่างของอันดับในตารางอาจไม่เพียงพอให้ฟันธงว่าจะบุกมาชนะถล่มทลาย แต่เกมนี้การขึ้นเกมทางกราบขวาของ นาฮาร์ และ เอสปิโนซา จะมุ่งเป้าโจมตีจุดที่ มอนทรีออล มักเสียประตูในช่วงหลังพอดี ขณะที่แผงหลังตัวกลางของ แนชวิลล์ ก็น่าจะตัดบอลได้ก่อนที่ มอนทรีออล จะเปิดบอลถึง ริโอส เพื่อจบสกอร์ ยิ่งไปกว่านั้น ความสดของโปรแกรมแข่งจะยิ่งส่งผลชัดเจนขึ้นในครึ่งหลัง ซึ่งเป็นช่วงที่ มอนทรีออล ต้องรักษาวินัยในเกมรับพร้อมกับพยายามเปิดเกมรุกไล่ตาม

ในแง่ของทิศทางผลการแข่งขัน เรามองไปในทางเดียวกับราคาในตลาด สิ่งที่ต่างกันคือมุมมองเรื่องผลต่างของสกอร์จากผลกระทบความล้าในเกมนัดชิง ตลาดมองว่าโอกาสชนะของ มอนทรีออล ลดลงหลังจากนัดชิง แต่ยังไม่ได้ขยับการประเมินเรื่องผลต่างประตูมากนัก หาก มอนทรีออล ตามหลังอยู่ 1 ประตูแล้วต้องดันไลน์ขึ้นสูง ตัวสำรองของ แนชวิลล์ ก็พร้อมลงมาโจมตีพื้นที่ว่างด้านหลัง ซึ่งการเปลี่ยนตัวเพื่อเซฟแรงตัวหลักในสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้ทำให้ความอันตรายในเกมรุกลดน้อยลงเลย

สกอร์ที่คาดเมื่ออิงตามเจ้าบ้าน ซีเอฟ มอนทรีออล คือ 0-2 หรือ 1-3 หากเวลาลงเล่นของ โอวูซู ถูกจำกัดจนทำให้การวิ่งเจาะหลังบ้านของ มอนทรีออล ลดประสิทธิภาพลง สกอร์ 0-2 มีความเป็นไปได้สูงที่สุด โดย แนชวิลล์ น่าจะออกนำจากเกมรุกกราบขวาหรือลูกตั้งเตะ แล้วมาบวกประตูปิดกล่องในจังหวะที่ มอนทรีออล ต้องดันขึ้นมาทวงคืนในครึ่งหลัง แต่ถ้า โอวูซู ออกสตาร์ตตัวจริงและ มอนทรีออล ยิงได้ภายใน 60 นาทีแรก แนชวิลล์ ก็จำเป็นต้องเปิดหน้าแลกเพื่อทวงประตู ทำให้ทั้งสองทีมมีเวลาเปิดเกมรุกแลกกันนานขึ้นและอาจจบลงด้วยสกอร์ 1-3 ทว่าหาก มอนทรีออล สามารถเอาชนะความล้าและรักษาระยะห่างของเกมรับฝั่งซ้ายกับแดนกลางได้ตลอดทั้งครึ่งหลัง ภาพรวมก็อาจเปลี่ยนไป ซึ่งในกรณีนั้น แนชวิลล์ อาจบวกประตูเพิ่มไม่ได้ และลูกเตะเพียงจังหวะเดียวของ ซานเชซ ก็อาจเพียงพอให้เจ้าบ้านยื้อผลเสมอได้เช่นกัน

0 อ้างอิง

ความคิดเห็น0

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นได้เลย

โพสต์ล่าสุด · นัดที่กำลังจะมาถึง

โพสต์ล่าสุด

นัดที่กำลังจะมาถึง